หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

ซื้อประกัน เดินทางออนไลน์
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP IOS
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP ANDROID
บอกเพื่อนคุณ
หาดใหญ่ | พ่อท่านพลัด ภทฺธิโย (พระครูภัทรธรรมรัตน์) เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดโคกสูง
21 กุมภาพันธ์ 2562 | 1,022

หากเคยสัญจรไปกลับสงขลาด้วยเส้นทางถนนกาญจนวนิช ก็ต้องผ่านวัดโคกสูง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ หมู่ 1 ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่นี่มีการจำลองนรก ไว้ให้คนได้เข้าไปชมและเพื่อเตือนสติของตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรที่ผิดต่อบาป นอกเหนือจากการจำลองนรกที่ทำให้คนให้รู้จักวัดนี้แล้ว ยังมีสุดยอดพระเกจิเมืองสงขลา พ่อท่านพลัด ภทฺธิโย หรือพระครูภัทรธรรมรัตน์ เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดโคกสูง ทีหลายท่านให้ความศรัทธา และเคารพนับถือ  

วันนี้หาดใหญ่โฟกัส เลยนำชีวประวัตอของท่านมาเผยแพร่ โดยในแฟนเพจวัดโคกสูง หาดใหญ่ ได้นำมาเผยแพร่ไว้อย่างละเอียดว่า นามเดิม พลัด นามสกุล บุญคง เกิดเมื่อ วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 ที่ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของนายหนู นางดำ บุญคง ได้ศึกษาวิชาสามัญ จบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 บิดาของท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเด็ก ๆ เมื่อท่านอายุ 12 ปี มารดาก็เสียชีวิตไปอีกคน ซึ่งในขณะนั้นครอบครัวของท่านลำบากมาก ต้องไปขอยืมเงินจากเจ้าของสวนยางเพื่อนำไปทำศพให้แม่ และชดใช้หนี้โดยการเอาตัวท่านเองไปทำงานใช้หนี้ เมื่อทำงานใช้หนี้ได้ปีเศษ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งรู้สึกสงสารจึงนำเงินไปไถ่ตัวท่านออกมา และท่านก็ออกมารับจ้างทำไร่ทำนาหาเลี้ยงชีพ เมื่ออายุ 17 ปี ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นเสือพลัด เที่ยวออกปล้นชาวบ้าน ครั้งนั้นทำให้ท่านต้องหนีหัวซุกหัวซุนเนื่องจากตำรวจตามจับ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เนื่องจากมีปกป้องท่าน โดยการช่วยรับรองกับทางตำรวจว่าท่านเป็นคนดี ไม่ได้เป็นเสือพลัด อย่างที่ถูกกล่าวหา 

เนื่องจากท่านชอบในของไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระเกจิอาจารย์หลายรูป เช่น พ่อท่านวัน ปุญฺญสิริ วัดรัตนาราม (พระครูศรัทธานุรักษ์) พระครูวัตตานุกูล (พ่อท่านจันทร์) วัดควนฝาละมี และพ่อท่านมหาลอย จนฺทสโร วัดแหลมจาก พ่อท่านชุม วัดควนปิยาราม และอีกหลายท่าน 
 
เมื่ออายุได้ 22 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ในเกณฑ์บวชของชายไทยตามประเพณี ทำให้ท่านคิดที่จะบวชแทนคุณบิดามารดา และได้พิจารณาเห็นว่าชีวิตของคนมีแต่ความทุกข์ โดยเฉพาะตัวท่าน ท่านจึงคิดจะหาความสงบหาแสงสว่างทางธรรมเลยตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ได้อุปสมบท ณ พัทสีมา วัดควนฝาละมี อำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2476 เวลา 14.05 น. โดยมี พระครูวัตตานุกูล (พ่อท่านจันทร์) วัดควนฝาละมี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์วัน ปุญฺญสิริ วัดรัตนาราม (พระครูศรัทธานุรักษ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการชุม ยสโร วัดควนปิยาราม (พระครูวิลาศวรัญญู) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า ภทฺธิโย ก่อนที่ท่านจะบวชท่านได้กล่าววาจาต่อญาติโยม ที่ไปร่วมอนุโมทนาและเป็นเจ้าภาพให้กับท่านว่า “ขอให้ทุกท่านตั้งใจให้ดี การทำบุญกุศลกับข้าพเจ้าในครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะขอบวชตลอดชีวิต” 

เมื่อท่านบวชแล้วได้จำพรรษาอยู่วัดควนฝาละมี ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จากพระพ่อท่านจันทร์ พระอุปัชฌาย์ และพ่อท่านวัน จบสอบได้นักรรมชั้นตรี สำนักเรียน วัดรัตนารามอีกทั้งท่านยังได้ศึกษาเรียนวิชาอาคม โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ ควบคู่ไปด้วย ศิษย์ร่วมอุปัชฌาย์ของท่าน ก็มี พ่อท่านแดง วัดควนนางพิมพ์ ปากพะยูน พระครูรังสีโศภณ วัดหารเทา พระครูโฆษิตธรรมาภรณ์ วัดควนฝาละมี พระมหาทรงทัฟฑ์ วัดคลองเปล ต่อมาท่านได้ขอลาพระอุปัชฌาย์อาจารย์เพื่อออกธุดงค์ ท่านได้ออกธุดงค์ เพื่อหาพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านวิชาอาคม ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พ่อท่านมหาลอย จนฺทสโร และพระสมุห์ชุม วัดแหลมจากปากรอ อำเภอเมืองจังหวัดสงขลา (ปัจจุบันอำเภอสิงหนคร) ได้วิชาหลายอย่างจากพ่อท่านมหาลอย ร่วมทั้งวิชาแพทย์แผนโบราณ หลังจากนั้นท่านได้ลาพ่อท่านมหาลอย เพื่อได้ศึกษาวิชา ณ สำนักวัดเขาเอาะ (วัดเขาอ้อ) ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยได้เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาโหราศาสตร์และไสย์เวทย์วิชาอาคมต่าง ๆ โดยได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พระครูสิทธิยาภิรัต (พ่อท่านเอียด) วัดดอนศาลา พระอาจารย์ปาล ปาลธมฺโม วัดเขาอ้อ และพ่อท่านคง สิริมโต วัดบ้านสวน ท่านยังได้ศึกษาฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์นำ จันทร์แก้ว ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายฆราวาส เมื่อได้ศึกษาวิชาตามตำราของเขาอ้อแล้ว พ่อท่านพลัดได้ลาพระอาจารย์ เพื่อออกธุดงค์ ไปอยู่ตามป่าเขา จากเหนือจรดใต้ เพื่อฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ท่านมีสมาธิจิตเข้มแข็ง ประกอบกับผู้ที่จะออกธุดงค์ในสมัยก่อนต้องมีวิชาอาคมเก่งกล้าพอ ถึงจะมีชีวิตรอดกลับมาได้ จึงถือได้ว่าท่านมีความเข้มขลังในด้านไสยศาสตร์ไม่เป็นสองรองใคร ต่อมาท่านได้กลับมาจำพรรษาที่วัดหารเทา 
 
ปี พ.ศ.2484 สำนักสงฆ์หัวควน อำเภอปากพะยูน ได้ว่างผู้ดูแล พ่อท่านวัน วัดรัตนาราม ซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลได้ ให้พ่อท่านพลัดไปดูแลและพัฒนา ในช่วงที่พ่อท่านพลัดเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวควน ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามาก เพราะท่านมีชื่อเสียงเรื่องเครื่องรางของขลัง ไสยเวทย์ต่าง ๆ อีกทั้งชาวบ้านได้ประจักษ์ กับเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง มีการปล้นเรือยนต์ที่วิ่งในทะเลสาบสงขลา ครั้งนั้นพ่อท่านพลัด ได้โดยสารมาด้วย เรือยนต์โดยสารสมัยนั้นเป็นเรือ 2 ชั้น เมื่อท่านเห็นว่าพวกโจรจะมาปล้นเรือ ท่านก็ได้ให้ชาวบ้านเอาของมีค่ามาใส่ไว้ในจีวรของท่าน พวกโจรได้ยิง อินทเนีย(นายเครื่องเรือ) ตาย แล้วขึ้นไปข้างบนที่นั่งของผู้โดยสาร แต่ก็ไม่พบของมีค่าที่ชาวบ้าน ก็เลยมาค้นที่พ่อท่านพลัด แต่ก็มองไม่เห็นของมีค่าที่ตัวพ่อท่าน และโจรไม่กล้าทำร้ายใครบนเรือ รีบหนีไปทันที เพราะเกรงกลัวตบะของพ่อท่านพลัด ทำให้พ่อท่านพลัดมีชื่อเสียงโด่งดังมาก จากปากต่อปาก ทำให้มีชาวบ้านมาหาท่านเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน และพวกบรรดาไอ้เสือ ที่มีชื่อเสียง 


 
ในสมัยนั้นเสือที่มีชื่อเสียง อย่าง เสือจ้อง เสือพะ เสือเหลง เสือเลาะ ซึ่งต่างก็เป็นลูกศิษย์พ่อท่านพลัด ทางการต้องการตัวมาก ตำรวจไม่สามารถจับตัวเสือ ทั้ง 4 ท่านได้ ด้วยบารมีของพ่อท่านพลัด ที่คุ้มครองอยู่เพราะเสือทั้ง 4 ได้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์จากพ่อท่านพลัดและยังได้เครื่องรางของขลังที่พ่อท่านพลัดทำให้ เล่ากันว่าทางการได้ขอกำลังหน่อยปราบปรามจากกรุงเทพฯ โดยมีอาวุธที่ดีที่สุดในสมัยนั้นมาตามล่าตัวเสือทั้ง 4 เมื่อตำรวจตามล่าตัวเสือจ้องไปถึงกระท่อมกลางนา ได้ล้อมยิงใส่ไปที่กระจนกระท่อมพัง แต่กระสุนปืนก็ไม่ระคายผิว อีกเหตุการณ์ คือ ตำรวจตามล่า เสือจ้องซึ่งหนีเข้าไปในวัดหัวควนเข้าไปในศาลาหอฉัน ที่พ่อท่านพลัดกำลังนั่งฉันข้าวอยู่ แล้วเสือจ้องได้ไปหลบที่หลังพ่อท่านพลัดเอาจีวรคุมไว้ ตำรวจนับสิบนายเข้ามาก็มองไม่เห็นว่ามีคนหลบอยู่ที่หลังพ่อท่านพลัด เมื่อตรวจค้นจนทั่วก็ไม่เจอจึงได้ลากลับ ทางการจึงเห็นว่าถ้าพ่อท่านพลัดยังอยู่ในอำเภอปากพะยูนจะป็นอุปสรรคในการจับตัว เสือทั้ง 4 เพราะบารมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของท่านคุ้มภัยให้พวกไอเสือเหล่านั้น ทางทางการจึงได้ประชุมกันว่าต้องนิมนต์พ่อท่านพลัด ออกจากวัดหัวควน ในปี พ.ศ.2493 ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง และผู้กำกับการตำรวจจังหวัดพัทลุง จึงได้มานิมนต์พ่อท่านพลัด ออกจากวัดหัวควน  แล้วพาไปฝากจำพรรษาอยู่วัดสระเกษ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เนื่องจากเจ้าอาวาส คือ พระอธิการเฉี้ยง เป็นคนปากพะยูน เหมือนกัน จำพรรษาที่วัดสระเกษได้ 2 พรรษา 

ปี พ.ศ.2495 ในช่วงที่ท่านจำพรรษาที่วัดสระเกษ นายพ่วง สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้มาฝากตัวเป็นศิษย์พ่อท่าน และได้ขอร้องพ่อท่านให้เกลี้ยกล่อม พวกไอเสือทั้งหลายให้มอบตัว โดยสัญญาว่าจะไม่จับตาย จะดำเนินคดีด้วยความยุติธรรม ท่านผู้ว่าพ่วง ได้ขอให้พ่อท่านพลัดทำหนังสือส่งไปให้บรรดาไอเสือเพื่อให้มอบตัว โดยให้มาหาท่านและท่านจะเป็นผู้พาไปมอบตัวเอง ซึ่งขณะนั้นท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดแจ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยการชักชวนของ พระวิเชียรโมลี เจ้าอาวาสวัดแจ้ง รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา (สมณศักดิ์ก่อนมรณภาพพระราชวชิรโมลี) เพราะเป็นคนพัทลุงเหมือนกัน บรรดาเสือทั้ง 4 ก็ได้มามอบตัว ก่อนจะถูกจับพ่อท่านพลัดได้ขอเครื่องรางที่ท่านทำให้คืน พ.ศ.2500 อ้ายเสือทั้ง 4 ได้พ้นโทษออกจากการจองจำ ได้เดินทางมาหาพ่อท่านพลัด เพื่อขอบวช พ่อท่านพลัดก็เป็นธุระจัดการให้ เสือเลาะ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ก็ขอบวชด้วย ได้ฝึกซ้อมคานนาคแล้ว แต่ญาติได้ขอไว้ว่าจะนับถือศาสนาพุทธก็ไม่ว่าแต่ขออย่าบวชเพราะญาติพี่น้องจะถูกสังคมจะเข้าสังคมไม่ได้ ท่านจึงไม่บวช ในตอนนั้นชาวบ้านจะเรียกวัดแจ้งว่า "วัดสามเสือ" ในช่วงที่ท่านจำพรรษาอยู่วัดแจ้ง ก็มีชาวบ้านที่ทราบถึงกิตติคุณของท่าน หลั่งไหลมากราบพ่อท่านทุกวันเพื่อให้ท่านช่วยปัดเป่า เคราะห์รายต่าง ๆ บ้างก็มาให้ช่วยรดน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล มาขอเครื่องรางของขลัง เพื่อให้ขายของดีบ้าง เพื่อป้องกันภัยอันตรายบ้าง เมื่อกลับไปก็ได้ผลก็บอกต่อ ๆ กัน ทำให้ท่านมีชื่อเสียงมาก ท่านมีลูกศิษย์ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน ในสมัยที่พ่อท่านพลัดจำพรรษาอยู่วัดแจ้งนั้น นับว่าท่านเป็นพระผู้ใหญ่ รูปหนึ่งในวัดเปรียบได้ว่าเป็นรองเจ้าอาวาสวัดแจ้ง ท่านเป็นพระผู้มีเมตตา พระพิศาลสิกขกิจ (สุทิน) เจ้าอาสวัดแจ้ง เล่าว่าในช่วงที่ท่านเป็นสามเณร อยู่วัดแจ้ง (ปี พ.ศ.2499 -2501) พ่อท่านพลัด ถือเป็นพระผู้ใหญ่ในวัดแจ้ง ใครจะไปจะมาเมื่อไปกราบท่านเจ้าคุณพระวิเชียรโมลี แล้วก็ต้องไปกราบพ่อท่านพลัด ใครขาดตกบกพร่องเดือดร้อนอะไรก็จะไปขอความช่วยเหลือจากท่าน ท่านก็จะช่วยทันทีโดยไม่มีการปฏิเสธ เวลาพระเณรที่มีภูมิลำเนาอยู่ไกล ๆ เมื่อจะลากลับภูมิลำเนา ก็จะไปลาเพื่อขออนุญาต ท่านเจ้าคุณพระวิเชียรโมลี ก่อนแล้วมาลาพ่อท่านพลัด ทานก็จะเมตตาช่วยค่าเดินทางค่าอาหาร พระเณรทุกรูปโดยไม่เลือกปฏิบัติ 

ปี พ.ศ.2499 พ่อท่านพลัด ได้จัดสร้างเหรียญพ่อท่านมหาลอย จนฺทสโร วัดแหลมจากปากรอ รุ่นแรก ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประศาสตร์วิชาให้ท่าน และพ่อท่านมหาลอย ก็เคยจำพรรษาที่วัดแจ้ง ก่อนที่ท่านจะกลับไปสร้างวัดแหลมจาก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากเหรียญหนึ่งของจังหวัดสงขลา พ่อท่านพลัด ได้ขออนุญาตผ่านทางการทรงที่พระนอนองค์ใหญ่ มีคำสั่งว่าให้สร้างได้ 5,059 เหรียญ ต้องมีส่วนผสมของทอง เงิน นาก ตลอดจนออกแบบด้านหน้าของเหรียญกับยันต์ด้านหลังเหรียญ และต้องนำออกมาแจกจ่ายประชาชน เมื่อได้รับอนุญาตโดยผ่านการทรงหน้าพระนอนแล้ว จึงได้เดินทางไปติดต่อทำเหรียญที่กรุงเทพฯ เดิมทีคิดว่าจะแจกในวันทำพิธีศพของท่านมหาลอยแต่ไม่ทัน ก็เลยนำมาแจกจ่ายภายหลัง มีการพุทธาภิเษกที่วัดโพธิ์ ท่าเตียน กรุงเทพฯ และได้นำมาปลุกเสกต่อที่วัดแจ้ง จังหวัดสงขลา จำนวนการสร้าง 5,000 เหรียญ มีหลวงพ่อภัทรเป็นประธานปลุกเสก ร่วมกับพระสงฆ์ที่วัดแจ้งอีก 9 รูป เนื่องจากการสร้างเหรียญครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจกจ่ายให้ลูกศิษย์ตลอดจนประชาชนทั่วไป ลักษณะเหรียญเป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านหน้าเป็นรูปท่านมหาลอยนั่งเท้าแขนอยู่บนเก้าอี้ รูปนี้ได้จากภาพถ่ายของท่านเองซึ่งไปถ่ายที่ประเทศมาเลเซีย แต่ก็มีเรื่องแปลกเกิดขึ้นเนื่องจาก พ่อท่านพลัด สั่งทำเรื่องเหรียญเสร็จ แต่มีปัจจัยไม่พอจ่ายช่าง ท่านจึงอธิษฐานขอพ่อท่านมหาลอยให้ช่วย พอไปถึงโรงงานเพื่อจะรับเหรียญ ทางช่างเกิดศรัทธา พ่อท่านมหาลอย และศรัทธาในตัวพ่อท่านพลัด ทางโรงงานจึง ได้ถวายเหรียญ จำนวน 5,000 แด่พ่อท่านพลัด และขอว่าถ้าปลุกเสกเสร็จแล้ว ให้ส่งมาให้ ซัก10 เหรียญ พ่อท่านพลัดก็รับปาก คงเป็นเพราะบารมีพ่อท่านมหาลอย และตบะของพ่อท่านพลัดที่ทำให้ช่างเกิดศรัทธาไม่คิดค่าใช้จ่ายในการทำเหรียญ 
 

ปี พ.ศ.2505 ท่านเจ้าคุณพระวิเชียรโมลีได้มีดำริ ที่จะจัดสร้างพระเครื่องพระบูชา พระอาจารย์ทองเฒ่าวัดเขาเอาะ แต่ในช่วงนั้นพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ ได้มาพักที่วัดแจ้ง จึงได้แนะนำให้สร้างหลวงปู่ทวด ด้วยโดยท่านได้จัดทำแม่พิมพ์และนำมวลสารปี 2497 มามอบให้ โดยท่านเจ้าคุณได้มอบหมายให้ พ่อท่านพลัด เป็นผู้จัดการสร้างพระเครื่อง พระบูชา เนื้อว่าน เป็นรูปหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด และรูปพระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาเอาะ มีด้วยกันหลายพิมพ์ เพื่อหารายได้ให้กับวัดแจ้ง โดยท่านเป็นผู้จัดการเองทั้งหมด โดยจัดขึ้นที่พระอุโบสถวัดแจ้งโดยได้อาราธนานิมนต์พระเกจิอาจารย์ จำนวน 108 รูป มาร่วมพิธีพุทธาภิษก อาทิ พ่อท่านปาล วัดเขาอ้อ พ่อท่านหมุน วัดเขาแดงตะวันออก พ่อท่านคง วัดบ้านสวน พ่อท่านบุญทอง วัดดอนศาลา พ่อท่านเส้ง วัดแหลมทราย พ่อท่านเล็ก วัดจุ้มปะ พ่อท่านคลิ้ง วัดสุวรรณคีรี และได้นิมนต์พระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ มาเป็นเจ้าพิธี พ่อท่านพลัด มีความสนิทสนมกับพระอาจารย์ทิม 
 
ปี พ.ศ.2497 พระอาจารย์ทิม ได้เคยนิมนต์พ่อท่านพลัด ไปร่วมพุทธาภิเษก วัตถุมงคลหลวงปู่ทวด รุ่นแรก ที่วัดช้างไห้เช่นกัน อีกทั้งยังได้เชิญอาจารย์ฝ่ายฆราวาส ซึ่งมี อาจารย์ชุม ไชยคีรี อาจารย์นำ จันทร์แก้ว และท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมสำนักวัดเขาอ้อ มาร่วมพิธีด้วย โดยลักษณะเนื้อว่านจะเป็นสีดำ พ่อท่านพลัดได้จัดทำหลวงปู่ทวด เนื้อว่านสีขาว ขึ้นเป็นส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้ออกแจกจ่ายแด่ญาติโยม ภายหลังท่านได้มอบให้ ท่านเจ้าคุณผัน วัดทรายขาว บรรจุกรุไว้ที่ฐานพระประธาน วัดทรายขาว อำเภอเมืองสงขลา 
 
พ่อท่านพลัด จำพรรษาอยู่ วัดแจ้ง ระยะหนึ่ง มีผู้มารบกวนมากจนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม และในฐานะที่ท่านเป็นเพียงพระลูกวัด เมื่อมีคนไปกราบไหว้ท่านมาก ก็ทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ทำให้ท่านคิดจะขยับขยายออกจากวัดแจ้ง และท่านได้ตั้งปณิธานว่า จะต้องสร้างวัดขึ้นเอง ประมาณปี พ.ศ. 2515 พ่อท่านพลัดได้ไปบุกเบิกที่ใกล้ ๆ ป่าช้าจีน ข้างมหาวิทยาลัยราชฎัชสงขลา แต่ท่านก็ยังไม่ชอบใจท่านจึงไปหาที่ใหม่ ครั้งนี้ท่านไปได้ที่บ้านต้นเลียบ เทือกเขาหบง อำเภอเมืองสงขลาใกล้ ๆ สุสานหลวงประธานราชนิกร ได้บุกเบิกแผ้วถางพื้นที่ได้บริเวณกว้างพอที่จะสร้างศาลาได้แต่ท่านก็ยังไม่ชอบที่ตรงนี้เท่าที่ควร ต่อมาท่านไปเจอที่บริเวณบ้านโคกสูง จึงเริ่มซื้อที่ดินบริเวณ บ้านโคกสูง อำเภอหาดใหญ่ ด้วยเงินของท่านเอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดโคกสูงในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2517 ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่ที่ดินที่ท่านซื้อเพื่อเริ่มบุกเบิก แผ้วถาง พื้นที่โดยตัวท่านเองเพื่อดำเนินขอตั้งเป็นสำนักสงฆ์ 
 
ในปี พ.ศ.2518 ท่านได้ย้ายมาสังกัดวัดหงส์ประดิษฐาราม อำเภอหาดใหญ่ (เพราะสำนักสงฆ์ จะต้องมีวัดควบคุมอีกที) ในระยะเริ่มต้นขอกาสร้างวัดท่านต้องประสบปัญหามาก เนื่องจากไม่ใช่คนในพื้นที่ ชาวบ้านยังไม่รู้จัก ประการสำคัญท่านไม่มีปัจจัยเพียงพอ ต้องกู้เงินมาเพื่อใช้ในการดำเนินการสร้างวัด ท่านต้องทำทุกอย่างด้วยตัวท่านเอง ตั้งแต่ปรับพื้นที่ ก่อสร้างสถานที่สำหรับประกอบศาสนกิจ กุฏิที่พักสงฆ์ ด้วยเหตุที่มีปัจจัยน้อย แต่ก็ได้พ่อท่านผัน วัดทรายขาว (พระราชพิพัฒนาภรณ์) มาเป็นกำลังช่วยพาญาติโยมมาช่วยพ่อท่านพลัดบุกเบิกพื้นที่ และช่วยสร้างศาลา 

ในปี พ.ศ.2521 ท่านได้ดำเนินการสร้างศาลาการเปรียญ ขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 11 เมตร โดยท่านได้ใช้เป็นกุฏิที่พักของท่านด้วย และในปี 2524 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ท่านก็ได้ปักหลักพัทสีมาครอบศาลาการเปรียญไว้ เพื่อจะได้ใช้ประกอบศาสนกิจแทนอุโบสถได้ในช่วงที่ท่านกำลังสร้างวัด ก็มีชาวบ้านทั้งใกล้และไกล ได้ร่วมบุญกับท่านคนละเล็กคนละน้อย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ชาวบ้านทำบุญรวบรวมแล้วได้เงินจำนวน 8,000 บาท ท่านก็ได้รับเงินใส่ยามไว้ เรื่องการได้เงินทำบุญได้ล่วงรู้ไปถึงหูของเดนมนุษย์ผู้ไม่เกรงกลัวต่อบาป มันได้เดินทางมาที่วัดหมายที่จะจี้เงินจากพ่อท่านเพราะวัดโคกสูงตั้งอยู่ไกลจากบ้านคน ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ พ่อท่านกำลังนั่งพักอยู่โคนต้นไม้ หลังจากที่ท่านทำงานถางหญ้ากวาดลานวัดเสร็จ เจ้าโจรใจบาปเดินวนเวียนไปมาอยู่เป็นเวลานาน เพื่อหาจังหวะจะเข้ามาจี้พ่อท่าน พ่อท่านพลัดเห็นมันเดินอยู่นาน จึงตะโกนถามไปว่ามีธุระอะไรหรือลูกบ่าว มีเรื่องอะไรก็เข้ามาคุยกัน มาดื่มน้ำดื่มท่าแก้กระหายเสียก่อน ไอ้โจรชั่ว จึงได้จังหวะเดินเข้ามาหาพ่อท่านและถามทันทีว่า วันนี้ได้เงินมา 8,000 บาท ใช่ไหม พ่อท่านตอบว่าใช่ มันจึงบอกว่าผมอยากได้เงินนั่น พ่อท่านพูดว่า แหม นึกว่าต้องการอะไร ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก เงินแค่นี้ไม่มีปัญหา ท่านพูดพร้อมหยิบเงินในยามออกมาส่งให้ เมื่อได้เงิน เจ้าโจรใจบาป ก็รีบเดินออกไปทางหน้าวัด ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้ค่ำเมื่อมันเดินไปถึงทางเข้าวัด ก็รีบวิ่งกลับมาหาหลวงพ่อ พร้อมก้มกราบและรีบส่งเงินคืนให้ ตัวสั่นปากสั่นพูดกะพ่อท่านว่า ผมไม่เอาเงินแล้วเดี๋ยวตำรวจเข้ามา พ่อท่านบอกด้วยนะว่าผมไม่ได้เอาเงินของพ่อท่านไป ข้างนอกมีตำรวจเต็มไปหมดเลยเลยครับ ท่านจึงบอกว่าออกไปเถอะไม่มีอะไรหลอก เอาเงินไปด้วยรีบ ๆ ออกไปซะ ท่านจะไม่บอกใคร เจ้าโจรจึงรีบกลับออกไปใหม่ พอใกล้ถึงทางออกวัด ก็รีบวิ่งกลับมาอีกเพราะเห็นตำรวจยืนอยู่หน้าวัดมากมาย เมื่อถึงพ่อท่านก็ส่งเงินคืนอีกครั้ง และได้เอ่ยปากสาบานกับพ่อท่านว่า ต่อไปจะไม่ประพฤติชั่ว ขอให้พ่อท่านพูดกับตำรวจด้วย พ่อท่านจึงรับปากและสั่งสอนให้ทำมาหากินสุจริต เลิกทำชั่ว ทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น มันรับปากแล้วเดินออกจากวัดไปอีกครั้ง คราวนี้ออกไปโดยที่ไม่เห็นตำรวจแม้แต่คนเดียว เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นเพราะบารมีของพ่อท่าน หรือเป็นเพราะอภินิหารของพ่อท่านก็ไม่ทราบได้ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว 
 
พ่อท่านพลัดเป็นพระสมถะ อยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ยึดติดอะไร เป็นคนดุดัน เหมือนคนสมัยก่อน แต่ท่านก็มีเมตตาสูง หากมีคนมาขอช่วยสงเคราะห์อะไร ท่านก็จะช่วยทันที ท่านไม่แบ่งชั้น วรรณะเป็นกันเองกับทุกคนที่เข้ามาหาท่าน ท่านมักจะแทนตัวเองว่า “พ่อหลวง” หลักธรรมที่ท่านมักสอนญาติโยม เป็นประจำคือ ให้รู้จักขยันและประหยัดอดออม 
 
ลำดับการปกครอง 
พ.ศ.2484 เป็นเจ้าสำนักสงฆ์หัวควน (วัดควนปิใหญ่) อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง 
พ.ศ.2518 เป็นเจ้าสำนักสงฆ์โคกสูงภัทธิยาราม 
พ.ศ.2524 เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกสูง 
พ.ศ.2528 เป็นเจ้าคณะตำบลท่าข้าม ลำดับสมณศักดิ์ 
พ.ศ.2495 เป็นพระปลัดพลัด ภทฺธิโย ฐานานุกรมในพระวิเชียรโมลี วัดแจ้ง รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา 
พ.ศ.2529 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นตรี ที่ “พระครูภัทรธรรมรัตน์” 

พ่อท่านพลัด ได้เริ่มสร้างวัดโคกสูง ตั้งแต่ไม่มีอะไรอยู่กลางป่า บุกเบิกจนมีความเจริญ รุ่งเรืองตามลำดับ นับว่าเป็นเพราะบารมีของท่านที่สามารถสร้างวัดให้มีความเจริญได้รวดเร็ว วาระสุดท้าย ช่วง พ.ศ.2540 ท่านได้อาพาธ เข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง จนวันที่ 9 นีนาคม พ.ศ. 2541 พ่อท่านได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยอาการสงบ ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ศิริรวม อายุได้ 87 ปี 65 พรรษา หลังจากที่ท่านได้มรณภาพ สรีระของท่านก็มิได้เน่าเปื่อยผุพังไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด ทางวัดจึงได้จัดสังขารท่านเอาไว้ในใส่โลงแก้วเพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชาต่อไปและยังได้เป็นการรำลึกถึงคุณประโยชน์คุณความดีที่ท่านได้ช่วยเหลือสงเคราะห์สั่งสอนบรรดาศิษย์และผู้คนที่มาพบท่านตลอดมา

 

ขอบคุณข้อมูล : Page วัดโคกสูง หาดใหญ่ , พลังจิต