
ห้ามพลาด! คืนวันที่ 17 ถึงรุ่งเช้า 18 พฤศจิกายน 2568 จะเกิดปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” หรือ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต อัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง และมีศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตกในกลุ่มดาวสิงโต ในโอกาสนี้ ขอหยิบยกตำนานเรื่องเล่าของ “กลุ่มดาวสิงโต” มาเล่าให้ทุกท่านได้รับทราบไปพร้อมๆกัน

กาลครั้งหนึ่งในเมืองนีเมีย ประเทศกรีซ มีสิงโตวิเศษตัวหนึ่งที่มีขนสีทองอร่าม ไม่ว่าอาวุธอะไรก็ไม่อาจทำอันตรายอะไรมันได้ กรงเล็บของมันแหลมคมกว่าดาบ สามารถตัดเกราะ หรือโล่ได้ทุกชนิด วันหนึ่งสิงโตตัวนี้ได้ออกไปจับตัวหญิงสาวชาวเมืองมาไว้ในถ้ำ เพื่อล่อให้คนมาช่วย และจะได้จับกินคนเหล่านั้นเป็นอาหาร ด้วยเหตุนี้เอง เฮราคลีส (Heracles) บุตรแห่งเทพเจ้าซูส (Zeus) จึงได้รับมอบหมายให้มาสังหารสิงโตตัวนี้ แต่ด้วยความร้ายกาจมากของสิงโต เทพเจ้าซูสจึงนำวิญญาณของมันไปอยู่บนท้องฟ้า เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเรื่องนี้ และตำนานนี้เอง ที่กลายมาเป็นที่มาของ “กลุ่มดาวสิงโต” ที่เล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ในทางดาราศาสตร์ กลุ่มดาวสิงโต (Leo) เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักรราศีที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดของกลุ่มดาวนี้คือ ดาวเรกูลัส (Regulus) หรือที่เรียกกันว่า ดาวหัวใจสิงห์ กลุ่มดาวสิงโตมีรูปร่างคล้ายสิงโตที่หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก และทอดหางยาวไปทางทิศตะวันออก และยังเป็นกลุ่มดาวที่เป็นศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตกชื่อดังอย่าง “ฝนดาวตกลีโอนิดส์”

“ฝนดาวตกลีโอนิดส์” หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต” เกิดจากสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ซึ่งมีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 33 ปี ดาวหางได้ทิ้งเศษหินและฝุ่นเอาไว้ในวงโคจร เมื่อโลกโคจรตัดผ่านบริเวณนี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี แรงโน้มถ่วงจะดึงดูดเศษหินและฝุ่นเหล่านี้เข้ามาเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการเผาไหม้จนเห็นเป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า
ด้วยทิศทางวงโคจรของฝนดาวตกลีโอนิดส์นั้นสวนทางกับทิศทางวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ความเร็วของเศษหินและฝุ่นที่เข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศโลก มีความเร็วค่อนข้างสูง ถึงประมาณ 71 กิโลเมตรต่อวินาที ส่งผลให้ดาวตกมีความสว่างมาก ฝนดาวตกลีโอนิดส์จึงเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุด และได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งฝนดาวตก”
สำหรับผู้สนใจชมฝนดาวตกลีโอนิดส์ กลุ่มดาวสิงโตที่เป็นศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตก จะปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าเวลา 01:00 น. ของวันที่ 18 พฤศจิกายน (คืนวันที่ 17 พ.ย.) จากนั้นสังเกตการณ์ได้จนถึงรุ่งเช้า มีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง แม้จะไม่มากนัก แต่คืนดังกล่าวไร้แสงจันทร์รบกวน ประกอบกับหากเลือกสถานที่ชมที่ปราศจากแสงรบกวนหรือห่างจากแสงเมือง ก็จะลุ้นชมความสวยงามได้ง่ายขึ้น
ขอบคุณภาพข่าว : NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
หาดใหญ่ | นวัตกรรมไทยสุดล้ำ! “วัตสัน” อุปกรณ์ตรวจวัตถุพยาน
20 มกราคม 2569 | 4,555สะบ้าย้อย | พบซากลูกช้างป่า วัย 5-6 ปี นอนตายในป่าสะบ้าย้อย
17 มกราคม 2569 | 4,236หาดใหญ่ | สมูบรณ์ที่สุดผืบป่าดิบชื้นโตนงาช้าง "พบเต่าจักร"
12 มกราคม 2569 | 5,152สตูล | พบฉลามวาฬยักษ์กว่า 6 เมตร
10 มกราคม 2569 | 4,650หาดใหญ่ | ศาสตราจารย์ ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล คว้าตำแหน่งนักวิจัยอันดับ
7 มกราคม 2569 | 4,844หาดใหญ่ | "ว่านพร้าวนกคุ้ม" สมุนไพรน่าทึ่งที่สรรพคุณไม่ธรรมดา
6 มกราคม 2569 | 6,626นครศรีธรรมราช | โตโยต้าเดินหน้าสานต่อด้านสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรม
6 มกราคม 2569 | 5,287สตูล | สุดยอด! นักวิจัย ม.ทักษิณ พบแมลงหางดีดถ้ำเจ้าฟ้า
29 ธันวาคม 2568 | 4,935