
"ภาพมรณะ" เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหาดใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ "บ้านรูปยิ้ม" แต่อย่างใด ดำเนินเรื่องราวโดยพี่ตูน
พี่ตูนอาศัยอยู่ในเมืองหาดใหญ่ ซึ่งพี่ตูนอาศัยอยู่ในแมนชั่นแห่งหนึ่ง เป็นธรรมดาที่แมนชั่นจะมีคนเข้า - ออกอยู่ตลอด พี่ตูนได้รู้จักกับพี่สาวคนหนึ่ง เธอย้ายจากนครศรีธรรมราชมาอยู่หาดใหญ่ พร้อมด้วยลูกอีกสองคน โดยลูก ๆ ได้ย้ายมาเรียนอยู่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ ส่วนสามีของแกเป็นคนสิงคโปร์ สาเหตุที่ย้ายมาก็เพราะว่า เครื่องบินที่บินจากสิงคโปร์ไปลงนครศรีฯ มันไม่มีเที่ยวบินไปลง เลยย้ายมาอยู่หาดใหญ่จะสะดวกกว่า ผู้หญิงคนนี้พี่ตูนขอเรียกว่า "เจ๊" ระยะแรกเจ๊แกมาอาศัยอยู่ที่แมนชั่นเดียวกันกับพี่ตูน เจ๊อยู่แมนชั่นแห่งนี้นานถึง 3 ปี จึงทำให้พี่ตูนกับเจ๊สนิทสนมกันมากพอสมควร เนื่องจากทั้งสองเป็นคนที่ชอบสะสมของเก่าและพระ อีกอย่างเจ๊เป็นคนใจนักเลง

ต่อมาเจ๊ได้ซื้อบ้านหลังหนึ่งแถวสนามบิน เจ๊ชวนพี่ตูนและพรรคพวกที่อาศัยอยู่ที่แมนชั่น ไปช่วยกันย้ายของจากแมนชั่นไปยังบ้านหลังใหม่ เมื่อย้ายของเข้าบ้านใหม่เสร็จ เจ๊ก็ได้จัดเตรียมอาหารเลี้ยงพี่ตูนกับพรรคพวก ครู่หนึ่ง..มีรถมอ'ไซค์รับจ้างขับรถเอาของมาส่งให้เจ๊ ของชิ้นนั้นมีลักษณะเป็นกล่อง พร้อมด้วยกรอบรูปใหม่หนึ่งกรอบ เสมือนว่าเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ แต่ที่น่าแปลกใจ คือ ของชิ้นนี้ไม่จ่าหน้าผู้ส่ง แต่เขียนเพียงคำอวยพรว่า "จากเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน ดีใจด้วยที่ได้บ้านใหม่แล้ว"
พี่ตูนและเพื่อน ๆ รุกเร้าให้เจ๊แกะกล่องโดยเร็ว เจ๊ค่อย ๆ แกะกล่องชิ้นนี้ออกมา ปรากฏว่าของภายในกล่อง เป็นเหมือน "ภาพหนังแกะสลัก" เป็นรูปเทพองค์หนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นพระอิศวรหรือพระนารายณ์ทรงอยู่บนหลังโค (วัว) ภาพนี้อยู่ในกรอบโบราณเก่า ๆ เจ๊เห็นแล้วดีใจมาก เพราะแกเป็นคนชอบเล่นของเก่าอยู่แล้ว แกรีบเปลี่ยนกรอบรูปอันใหม่ที่ให้มาด้วยในทันที ระหว่างเปลี่ยนกรอบ เจ๊แกะกรอบอันเก่าออก พอแกะภาพหนังออกมา จะพบกระดาษสา ซึ่งรองภาพหนังผืนนี้เอาไว้ ที่น่าตกใจคือพบเศษจีวรพระขนาด 2 ฝ่ามือ บนจีวรมีการเขียนยันต์อักขระเอาไว้ด้วย กลิ่นของภาพนี้เหม็นเน่านิด ๆ
รุ่งเช้า...พี่ตูนไปรับพระมาจากสตูล เพื่อทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ระหว่างที่ประธานกำลังจะจุดเทียน อยู่ดี ๆ โต๊ะหมู่บูชาขาหักล้มลงมา พระพุทธรูป กระถางดอกไม้หล่นกระจัดกระจาย สร้างความตกใจให้กับเจ๊และผู้คนที่มาร่วมในงาน แต่เจ๊เป็นคนไม่เชื่อเรื่องอะไร เลยไม่ได้สนใจอะไรนัก เรื่องราวของวันนี้ก็ผ่านไป

บ้านหลังใหม่แถวสนามบินของเจ๊ บอกไว้ก่อนเลยว่า ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม และมีระบบความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม (6 - 7ล้าน)
วันหนึ่งเป็นวันโกน ลูกแกทั้งสองป่วย เจ๊แกเลยต้องคอยเช็ดตัวลูก ๆ อยู่ตลอด ระหว่างนั้นแกได้ยินเสียงตรงประตูคีย์การ์ดเพื่อเปิดเข้ามายังบันไดชั้นสองดังขึ้น แต่แกไม่สนใจ ครู่หนึ่งประตูไม้ที่ห้องแกเหมือนจะเปิดดังอี๊ดดดดด แกรีบหันไปดู ใจตกถึงตาตุ่ม เพราะสิ่งที่อยู่ตรงประตูคือ ผู้ชายแก่ รูปร่างสูง ตัวดำ นุ่งผ้าโจงกระเบน มือถือมีดพร้า เจ๊แกเห็นปุ๊บ แว็บแรกว่านั่นคือโจร แกรีบกระโดดไปยังหัวเตียง เพื่อที่จะหยิบเอาปืนและเปิดไฟ วินาทีเดียวชายคนนั้นมาถึงตัวเจ๊อย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นจับเจ๊เอาไว้ พร้อมพูดว่า "มึงอยากเห็นหน้ากูนักหรอ!!" เจ๊ตกใจสุดขีดและรีบปิดตา ตอนนี้เจ๊รู้แล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่คน แกรีบท่องบทสวดมนต์ที่พอจะนึกออก ชายคนนั้นจับเจ๊ไว้อยู่อย่างนั้นพร้อมตะโกนใส่หน้าว่า "อยากเห็นกูมาก มึงลืมตาซิ!!" เจ๊ท่องบทสวดเรื่อย ๆ และค่อย ๆ เปิดตา ปรากฏว่าชายคนนั้นก็ยังอยู่ จนกระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ชายคนนั้นค่อย ๆ ลุกจากเตียง และค่อย ๆ เดินออกไปทางประตู ก่อนออกไปชายคนนั้นพูดว่า "มึงกล้าดียังไงเอากูมาไว้ที่บ้าน ขนาดวัดยังไม่กล้าเอากูไว้เลย" ชายคนนั้นค่อย ๆ ออกไป เจ๊แกได้สติรีบเดินไปเช็กดูปรากฏว่ามีหนึ่งห้องที่เปิดอยู่ นั่นคือ ห้องเก็บของเก่าของแก ตอนแรกหลายคนคาดว่าสาเหตุน่าอาจจะมาจากเจ้าที่ หรือ บ้านหลังนี้อาจสร้างไปทับที่ทับจอมปลวกเข้า
เจ๊ต้องทนอยู่แบบนี้อยู่ร่วมเดือน ลูก ๆ ของเจ๊ก็ป่วยอยู่บ่อย ๆ ตกบันไดบ้าง ไข้บ้าง แม้ว่าเจ๊จะเอาพระสงฆ์มาสวดก็แล้ว ทำบุญก็แล้ว เอาซินแสมาดูก็แล้ว แต่กลับไม่ได้ผลใด ๆ เลย เมื่อสามีแกกลับมาจากสิงคโปร์ แกก็ตั้งใจจะทำอาหารมื้อใหญ่ให้สามีรับประทาน จึงออกไปจ่ายตลาด เมื่่อเจ๊กลับมาจากจ่ายตลาด ก็พบว่าสามีตัวเองกลายเป็นศพไปเรียบร้อยแล้ว สาเหตุมาจากการฆ่าตัวตาย ด้วยการเอาปืนกรอกปากยิงตัวตาย เจ๊แกเสียสติอยู่หลายวันเลยทีเดียว ญาติของเจ๊จากนครศรีธรรมราช ได้เดินทางมาเยี่ยมเจ๊ที่หาดใหญ่ มีการเชิญพราหมณ์มายังบ้านเจ๊ พราหมณ์เดินเข้าบ้านและไปชี้ที่รูปดังกล่าว พราหมณ์บอกว่ารูปนี้มีอาถรรพ์ พราหมณ์ถามญาติว่า มีใครไปทำอะไรกับภาพนี้บ้าง ใครไปแตะยันต์จีวรพระบ้าง พร้อมบอกว่ายันต์ดังกล่าวนั้น เจ้าของเดิมใช้เพื่อสะกดวิญญาณเอาไว้ พราหมณ์ได้แนะนำให้ญาติของเจ๊ นำภาพนี้ไปจำเริญเสีย (ลอยในน้ำ)
วันที่พราหมณ์อันเชิญภาพนี้ มีการทำพิธีอยู่นานมาก พราหมณ์และญาติเจ๊ ได้นำรูปไปยังทะเลสาบสงขลา ใช้น้ำมนต์ราดไปที่รูปภาพ เอาสายสิญจน์พันรูปภาพและถ่วงด้วยหิน แล้วโยนลงไปในทะเลสาบ เมื่อสืบถึงเบื้องหลังของรูปภาพนี้ คาดว่า...ภาพหนังแกะสลักนี้ไม่ได้เป็นทั้งหนังวัวหรือควาย แต่อาจเป็นหนังมนุษย์ เป็นของที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์ คนธรรมดาที่รู้ในด้านไสยศาสตร์จะรู้กัน หรือ อาจจะมีครูบาอาจารย์ที่ยอมเสียสละ เนื้อหนังตัวเองมาแกะสลัก เพื่อให้เหล่าลูกศิษย์ ลูกหลาน ได้เคารพบูชา ว่ากันว่าภาพนี้ น่ากลัวกว่าของเขมรเสียอีก เนื่องจากสามารถคว่ำ โต๊ะหมู่บูชาพระ ปัจจุบันเจ๊ได้กลับไปรักษาตัวอยู่ที่สุราษฏร์ธานี

ที่มา : The shock
ถ้ำพ่อพระยามารสิงหะ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ริมสมิหลา แหล่งสักการะ “ทวดเสือสิงหะมาร” เสริมสิริมงคล
29 มีนาคม 2569 | 498วัดแจ้ง ระโนด วัดเก่าแก่ริมอ่าวไทย กับ “ประตูแห่งกาลเวลา” ที่สะท้อนศรัทธาชุมชน
29 มีนาคม 2569 | 597ตำหนักพระแม่งูจงอาง วัดเขาน้อย ศรัทธาและความเชื่อคู่โบราณสถานเมืองสิงหนคร
29 มีนาคม 2569 | 508สุสานคาทอลิกหาดใหญ่ ร่องรอยศรัทธาแห่งชุมชนคริสต์
22 มีนาคม 2569 | 187แมคโดนัลด์ที่ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นศูนย์รวมความทรงจำของเด็ก ม.อ.
22 มีนาคม 2569 | 594สูดอากาศดี ถ่ายรูปสวยกับอุทยานวิทยาศาสตร์ ม.อ.
22 มีนาคม 2569 | 582ใต้สยามนครินทร์ เวทีเสียงเพลงของวัยรุ่นหาดใหญ่
15 มีนาคม 2569 | 720ไอซ์โดมหาดใหญ่ เมืองหนาวกลางแดนใต้ ความทรงจำของเด็กหาดใหญ่
15 มีนาคม 2569 | 750