หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

เรื่องราวหาดใหญ่

ลมหายใจใต้รอยน้ำ บันทึกชีวิตชาวหาดใหญ่ ในวันที่สายน้ำเปลี่ยนทุกอย่าง
18 ตุลาคม 2569 | 1,842

เมื่อสายน้ำพรากทุกอย่างไป สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือหัวใจของคนที่ไม่ยอมแพ้ เสียงฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพียงเสียงธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับผู้คนในหาดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เสียงฝนบางครั้งกลับเป็นสัญญาณเตือนที่ปลุกความทรงจำอันเจ็บปวดให้หวนคืนมาอีกครั้ง ภาพถนนที่เคยคึกคักกลายเป็นทางน้ำ บ้านเรือนถูกโอบล้อมด้วยกระแสน้ำ ข้าวของเครื่องใช้ลอยปะปนกับโคลนตม และผู้คนที่ต้องละทิ้งชีวิตประจำวันไว้เบื้องหลัง เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ช่วงปลายปี 2568 ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงร่องรอยความเสียหายบนอาคารและถนนหนทาง แต่ยังทิ้งคำถามสำคัญไว้กับเมืองแห่งนี้ว่า เมื่อภัยธรรมชาติรุนแรงเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะรับมือได้ มนุษย์จะยืนหยัดต่อไปอย่างไร และบางที คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในแผนที่หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ริมคลองอู่ตะเภา อยู่ในมือของเพื่อนบ้านที่ยื่นมาช่วยกัน และอยู่ในหัวใจของผู้คนที่เลือกจะไม่ทอดทิ้งกัน แม้ในวันที่ตัวเองก็แทบเอาตัวไม่รอด

ฝนที่ตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี ระหว่างวันที่ 19–21 พฤศจิกายน 2568 ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภามีฝนสะสมสูงสุดถึง 630 มิลลิเมตรในเวลาเพียง 3 วัน มากกว่าสถิติของอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 428 มิลลิเมตรอย่างชัดเจน เฉพาะวันที่ 21 พฤศจิกายนวันเดียว สถานีในอำเภอหาดใหญ่วัดฝนได้ 335 มิลลิเมตร กรมชลประทานระบุว่าเป็นปริมาณฝนที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียงประมาณ 1 ครั้งในรอบ 300 ปี สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่าระดับน้ำท่วมครั้งนี้สูงกว่าระดับสูงสุดเมื่อปี 2553 โดยมีความลึกตั้งแต่ 1 ถึง 5 เมตร ในบางจุดลึกเกิน 4 เมตร และมีผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่กว่า 150,000 คนตามผลวิเคราะห์ ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน

เมื่อเมืองที่คุ้นเคย กลายเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นตา หาดใหญ่เป็นเมืองที่ผู้คนคุ้นชินกับความเร่งรีบ เสียงรถบนถนน ร้านค้าที่เปิดรับลูกค้าตั้งแต่เช้า และชีวิตประจำวันที่ดำเนินไปตามจังหวะของเศรษฐกิจ แต่เมื่อมวลน้ำเข้าท่วมพื้นที่เมือง ความคุ้นเคยเหล่านั้นกลับหายไปในเวลาอันรวดเร็ว ข้อมูลของวิจัยกรุงศรี ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน ระบุว่าจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากทั้งหมด 12 จังหวัดที่เสียหาย โดยกระทบครบทั้ง 16 อำเภอ และอำเภอหาดใหญ่กำลังเผชิญวิกฤตหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี แม้แต่โรงผลิตน้ำประปาสาขาหาดใหญ่ก็ถูกน้ำท่วมสูงเกิน 3 เมตร สูงกว่าเมื่อปี 2553 จนการผลิตและจ่ายน้ำหยุดชะงัก ระบบน้ำประปาในเขตเทศบาลล่มทั้งระบบ

ถนนที่เคยใช้เดินทางกลับบ้านกลายเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตราย ร้านค้าที่เคยเป็นแหล่งรายได้กลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเร่งปกป้องทรัพย์สิน ขณะที่บ้านซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด อาจกลายเป็นสถานที่ที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด สำหรับครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมคลอง ความกังวลไม่ได้มีเพียงระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังรวมถึงคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ในขณะนั้นว่าจะต้องอยู่กับสถานการณ์เช่นนี้อีกนานแค่ไหน ในช่วงเวลาที่การสื่อสารขาดหาย ไฟฟ้าดับ และน้ำประปาไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ สิ่งของที่เคยหาได้ง่ายกลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่มีค่าอย่างยิ่ง น้ำดื่มหนึ่งขวด อาหารหนึ่งมื้อ หรือข่าวสารจากคนที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ถนน อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้ใครบางคนมีแรงประคองตัวผ่านวันอันยากลำบาก

วิกฤตครั้งนั้นจึงไม่ได้ทดสอบเพียงความพร้อมของเมือง แต่ทดสอบความสามารถของมนุษย์ในการตัดสินใจภายใต้ความกลัวและความไม่แน่นอนด้วย ในวันที่ความช่วยเหลืออาจมาไม่ถึงทันที เมื่อระบบที่เคยพึ่งพาได้ไม่สามารถทำงานตามปกติ ผู้คนจำเป็นต้องหันกลับมามองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และเครือข่ายภายในชุมชน บ้านที่มีอาหารเหลืออาจกลายเป็นจุดแบ่งปันให้บ้านข้างเคียง คนที่มีเรือหรืออุปกรณ์ลอยน้ำอาจมีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ส่วนคนที่รู้จักตรอกซอกซอยเป็นอย่างดีอาจช่วยบอกเส้นทางหรือแจ้งตำแหน่งของผู้ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ

ตัวเลขจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.) สะท้อนภาพนี้ได้ชัด เพียงวันที่ 27 พฤศจิกายนวันเดียว มีเคสผู้ตกค้างที่ร้องขอความช่วยเหลือและถูกส่งต่อให้ส่วนหน้า 1,934 เคส ช่วยออกมาได้ 1,734 เคส หรือราว 89% ส่วนที่เหลือบางส่วนย้ายออกไปเองแล้ว หรือไม่ประสงค์จะไปศูนย์อพยพ ขณะที่ GISTDA นำข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์มือถือจากเครือข่าย AIS มาซ้อนทับกับภาพแผนที่ความลึกน้ำท่วม พบกว่า 300,000 จุดสัญญาณ ที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นเครื่องเตือนว่าผู้คนจำนวนมากยังอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมลึกในเวลานั้น

ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในภาวะวิกฤต ทรัพยากรที่สำคัญไม่ได้มีเพียงเงินหรือสิ่งของ แต่ยังรวมถึงความรู้ในพื้นที่ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความสามารถในการประสานงานระหว่างผู้คน อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือกันเองไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะปลอดภัย หรือชุมชนสามารถจัดการทุกอย่างได้โดยลำพัง บางครอบครัวอาจมีอาหารและที่พักชั่วคราว ขณะที่อีกหลายครอบครัวอาจไม่มีแม้แต่ทางเลือกในการอพยพ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และผู้พิการอาจเผชิญข้อจำกัดที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป เบื้องหลังภาพของความสามัคคีจึงยังมีความเปราะบางที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะความเข้มแข็งของชุมชนไม่ได้หมายถึงการที่ทุกคนต้องช่วยตัวเองให้ได้ แต่หมายถึงการที่ผู้คนมองเห็นความต้องการของกันและกัน และสามารถเชื่อมต่อความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการมากที่สุด

การเอาตัวรอด ไม่ได้มีเพียงเรื่องของร่างกาย ในสถานการณ์ที่ชีวิตประจำวันพังทลายลง ความกลัวมักเกิดขึ้นพร้อมกับความไม่แน่นอน ผู้ประสบภัยอาจไม่รู้ว่าน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีกหรือไม่ ไม่รู้ว่าคนในครอบครัวปลอดภัยดีหรือเปล่า และไม่รู้ว่าหลังจากน้ำลดแล้ว ชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิมได้มากน้อยเพียงใด การเอาตัวรอดจึงไม่ได้หมายถึงการพาร่างกายออกจากพื้นที่อันตรายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการประคับประคองจิตใจให้ผ่านช่วงเวลาที่ไม่อาจควบคุมอะไรได้ บางคนอาจเลือกจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ตรงหน้า เช่น การเก็บเอกสารสำคัญ การแบ่งอาหารให้คนในบ้าน หรือการช่วยดูแลเพื่อนบ้าน ขณะที่บางคนอาจรู้สึกหมดแรงเมื่อเห็นข้าวของที่สะสมมาทั้งชีวิตเสียหายไปต่อหน้าต่อตา

ความรู้สึกเหล่านี้ไม่มีคำตอบเดียว และไม่ควรถูกตัดสินว่าใครเข้มแข็งหรืออ่อนแอกว่ากัน เพราะการรับมือกับภัยพิบัติเป็นกระบวนการที่แตกต่างกันในแต่ละคน บางครั้ง ความหวังอาจไม่ได้ปรากฏในรูปของคำพูดที่ยิ่งใหญ่ แต่อยู่ในมื้ออาหารที่มีคนแบ่งให้ อยู่ในเสียงเรียกถามจากบ้านข้าง ๆ หรืออยู่ในความรู้สึกเล็ก ๆ ว่า แม้วันนี้จะยากลำบาก แต่ยังมีใครบางคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง สิ่งเหล่านี้ไม่อาจลบความสูญเสียได้ทั้งหมด แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว และช่วยให้ผู้คนกลับมามองเห็นความเป็นไปได้ของวันข้างหน้าอีกครั้ง

หลังน้ำลด เมืองยังต้องฟื้น และผู้คนยังต้องเดินต่อ เมื่อน้ำลดลง สิ่งที่ปรากฏขึ้นอาจไม่ใช่ภาพของการกลับคืนสู่ปกติในทันที แต่เป็นคราบโคลนบนผนังบ้าน เฟอร์นิเจอร์ที่เสียหาย เครื่องมือทำมาหากินที่ใช้ไม่ได้ และค่าใช้จ่ายที่รออยู่ตรงหน้า ตัวเลขความสูญเสียบอกขนาดของสิ่งที่ต้องฟื้นคืน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงาน ณ วันที่ 28 พฤศจิกายนว่า อุทกภัยใน 12 จังหวัดภาคใต้กระทบประชาชนราว 3.6 ล้านคน หรือกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน ส่วนผู้เสียชีวิตตามที่รัฐบาลแถลงในวันเดียวกันอยู่ที่ 145 ราย ในแปดจังหวัด เป็นของจังหวัดสงขลาอย่างน้อย 110 ราย ก่อนที่ตัวเลขจะถูกปรับเพิ่มต่อเนื่อง โดย ศป.กฉ. รายงาน 162 ราย ในแปดจังหวัดภาคใต้ และกระทรวงสาธารณสุขรายงานเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมว่าผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยภาคใต้อยู่ที่ 267 ราย เป็นของหาดใหญ่ 142 ราย (หมายเหตุ: ตัวเลขแต่ละหน่วยงานนับต่างช่วงเวลาและต่างเกณฑ์ จึงไม่ควรนำมาเทียบกันโดยตรง)

ด้านเศรษฐกิจ วิจัยกรุงศรีประเมินมูลค่าความเสียหายต่อภาคธุรกิจและบริการที่ต้องหยุดชะงักไว้ที่ราว 11,800–23,600 ล้านบาท และสมาคมประกันวินาศภัยไทยรายงาน ณ วันที่ 15 ธันวาคมว่า มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแล้ว 62,147 ราย มูลค่าราว 16,029 ล้านบาท โดยประเมินว่ารถยนต์เสียหายราว 30,000 คัน และความเสียหายทั้งหมดไม่เกิน 27,000 ล้านบาท

สำหรับบางครอบครัว การทำความสะอาดบ้านอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่การฟื้นฟูรายได้ การซ่อมแซมทรัพย์สิน และการจัดการความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นหลังภัยพิบัติ อาจกินเวลานานกว่านั้นมาก คำว่า “ฟื้นตัว” จึงไม่ควรถูกวัดจากวันที่ถนนกลับมาเปิดใช้งาน หรือวันที่ร้านค้ากลับมาเปิดประตูอีกครั้งเพียงอย่างเดียว แต่ควรถามด้วยว่า คนที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมามีชีวิตที่มั่นคงได้หรือไม่ พวกเขามีเงินทุนสำหรับเริ่มต้นใหม่หรือเปล่า และชุมชนมีระบบช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ยังฟื้นตัวไม่ไหวหรือไม่ ตัวเลขค่าสินไหมข้างต้นนับเฉพาะผู้ที่มีกรมธรรม์ ซึ่งหมายความว่าความเสียหายของครัวเรือนและร้านค้ารายเล็กที่ไม่มีประกัน ย่อมไม่ปรากฏอยู่ในสถิติเหล่านี้

บทเรียนจากน้ำท่วมยังชวนให้เมืองทบทวนเรื่องการเตือนภัย เส้นทางอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง การเข้าถึงน้ำดื่มและอาหาร ตลอดจนการสื่อสารเมื่อระบบไฟฟ้าหรือเครือข่ายโทรศัพท์ขัดข้อง GISTDA ชี้ด้วยว่า นอกจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะแล้ว ผังเมืองก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การระบายน้ำของหาดใหญ่ช้าลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เมืองสามารถเลือกแก้ไขได้ ความร่วมมือของชุมชนเป็นพลังสำคัญ แต่ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดความรับผิดชอบลง ตรงกันข้าม ประสบการณ์ของคนในพื้นที่ควรได้รับการรับฟังและนำไปใช้ในการออกแบบระบบรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการเตรียมพร้อมที่ดีไม่ใช่การหวังว่าคนในชุมชนจะเข้มแข็งพอจะเอาตัวรอดทุกครั้ง แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้พวกเขาไม่ต้องเผชิญวิกฤตเพียงลำพัง

ลมหายใจใต้รอยน้ำ ร่องรอยของน้ำอาจยังหลงเหลืออยู่บนผนังบ้าน ในภาพถ่ายที่บันทึกความเสียหาย หรือในความทรงจำที่กลับมาทุกครั้งเมื่อฝนตกหนัก แต่เรื่องราวของหาดใหญ่ไม่ควรถูกจดจำผ่านความสูญเสียเพียงด้านเดียว เมืองแห่งนี้ยังมีเรื่องราวของผู้คนที่แบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมี ทั้งที่ตัวเองก็ขาดแคลน มีคนที่ยื่นมือช่วยเหลือโดยไม่รู้จักชื่อกันมาก่อน และมีชุมชนที่พยายามประคับประคองสมาชิกของตัวเองให้ผ่านพ้นวันที่ยากที่สุด ทว่า การยกย่องความเสียสละไม่ควรทำให้เราลืมถามว่า เหตุใดผู้คนจึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนั้น และเราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ความสูญเสียแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีก บางที ความหมายของความเข้มแข็งอาจไม่ใช่การยืนหยัดโดยไม่ร้องไห้ ไม่ใช่การกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว และไม่ใช่การต้องรับมือทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่อาจหมายถึงการยอมรับว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บ การกล้าขอความช่วยเหลือ การร่วมมือกับคนรอบข้าง และการไม่หยุดเรียกร้องให้เมืองของตัวเองปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม เพราะท้ายที่สุดแล้ว หาดใหญ่ไม่ได้มีเพียงถนน อาคาร หรือย่านเศรษฐกิจที่รอวันฟื้นฟู หากยังมีผู้คนที่พยายามประกอบสร้างชีวิตขึ้นใหม่จากสิ่งที่เหลืออยู่ ใต้รอยน้ำที่ทิ้งไว้บนผืนเมือง ยังมีลมหายใจของผู้คนที่กำลังเดินต่อ และลมหายใจเหล่านั้นจะมีความหมายยิ่งขึ้น เมื่อความทรงจำจากภัยพิบัติไม่ได้จบลงเพียงการเล่าถึงความเสียสละ แต่กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้ชุมชนได้รับการรับฟัง เมืองได้รับการพัฒนา และผู้คนมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยกว่าเดิม

ขอบคุณภาพข่าว : มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่, เทพสันติ ส.ปชส.สตูล , สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล, สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์

เรื่องที่เกี่ยวข้อง