
ก่อนที่ “สะเดา” จะกลายเป็นเมืองชายแดนสำคัญของจังหวัดสงขลาอย่างที่เราคุ้นตา ทุกวันนี้พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีบ้านเรือนกระจายตัวอยู่ท่ามกลางสวนยางพาราและป่าไผ่ การเดินทางยังไม่สะดวก ไฟฟ้าและน้ำประปายังเข้าไม่ถึง และโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนก็มีข้อจำกัดอย่างมาก เรื่องราวของสะเดาในยุคแรกจึงเป็นภาพสะท้อนของการค่อย ๆ เติบโตจากชุมชนเล็ก ๆ สู่เมืองชายแดนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการคมนาคมในเวลาต่อมา

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2482 เทศบาลตำบลสะเดาได้มีคณะเทศมนตรีชุดแรกเข้าบริหารงาน โดยมี ขุนวิเทศชนวิจารณ์ ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี คณะเทศมนตรีในเวลานั้นประกอบด้วย หมื่นผาสุกเชิด และ นายทองคำ กาญจนโรจน์ เป็นเทศมนตรี ขณะที่ นายเปลี่ยน บุญนวล ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาล โดยอยู่ในช่วงที่ นายชาติ บุณยรัตพันธุ์ เป็นนายอำเภอสะเดา บุคคลเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุคเริ่มต้นของการบริหารท้องถิ่นสะเดา ในช่วงเวลาที่ตัวเมืองยังมีขนาดไม่ใหญ่ และการดำรงชีวิตของผู้คนยังผูกพันอย่างใกล้ชิดกับชุมชนและพื้นที่โดยรอบ

จากบันทึกความทรงจำของผู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสะเดาในยุคนั้น มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ขุนวิเทศชนวิจารณ์ ซึ่งนอกจากจะเคยดำรงตำแหน่งนายด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดาและนายกเทศมนตรีตำบลสะเดาแล้ว ยังเป็นบุคคลสำคัญในชุมชนอีกคนหนึ่ง ผู้เขียนบันทึกว่า ตนเองเป็นชาวนาทวีโดยกำเนิด และเดินทางมาอยู่ที่อำเภอสะเดาตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 โดยได้อาศัยอยู่ที่บ้านของขุนวิเทศชนวิจารณ์ สถานที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนราษฎร์ระดับมัธยมในสมัยนั้น คือ “โรงเรียนสะเดามัธยมวิทยา” โดยมี คุณเจริญ ณ สงขลา อดีตเทศมนตรีตำบลสะเดา เป็นเจ้าของและผู้จัดการ แม้โรงเรียนแห่งนี้จะเลิกกิจการไปแล้วเป็นเวลาประมาณ 60 ปี แต่เรื่องราวของโรงเรียนยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า การศึกษาในสะเดาเริ่มมีความพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีต ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระบบการศึกษาที่มีความหลากหลายมากขึ้นในเวลาต่อมา หากมองย้อนกลับไปยังสภาพของสะเดาในยุคนั้น เมืองแห่งนี้แตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก การคมนาคมยังไม่สะดวก ถนนสายสำคัญมีเพียงประมาณ 3 สาย ได้แก่ สายสะเดา–หาดใหญ่, สายสะเดา–ปาดังเบซาร์ และสายสะเดา–ด่านนอก

รถยนต์โดยสารที่วิ่งรับส่งผู้คนก็มีเพียงสายละประมาณ 2–3 คันเท่านั้น ขณะเดียวกัน เมืองสะเดายังไม่มีทั้ง ไฟฟ้าและน้ำประปา บ้านเรือนและร้านค้าบริเวณตลาดยังใช้ ตะเกียงเจ้าพายุ เป็นแหล่งให้แสงสว่างในยามค่ำคืน พื้นที่โดยรอบตลาดสะเดายังเต็มไปด้วย สวนยางพาราและป่าไผ่ บ้านเรือนยังไม่หนาแน่น ตึกรามบ้านช่องอย่างที่เห็นในปัจจุบันยังแทบไม่มี ภาพของสะเดาในเวลานั้นจึงเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง
หนึ่งในปัญหาสำคัญของสะเดาในอดีต คือ การเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยม ในเวลานั้น เมื่อเด็ก ๆ เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นชั้นประถมสูงสุดแล้ว หากต้องการศึกษาต่อในระดับมัธยม ผู้ปกครองจำเป็นต้องส่งบุตรหลานไปเรียนต่อที่ตัวจังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ห่างออกไปถึงประมาณ 70 กิโลเมตร เมื่อประกอบกับการเดินทางที่ยากลำบาก ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้สนับสนุนให้ลูกหลานเรียนต่อ ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งต้องยุติการศึกษาไว้เพียงระดับประถมศึกษา เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้การจัดตั้งโรงเรียนระดับมัธยมในพื้นที่สะเดามีความหมายอย่างมากต่อชุมชน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

จากความทรงจำของผู้เขียน ยังมีการบันทึกรายชื่อบุคคลที่มีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองสะเดาในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ในขณะนั้น นายผาสุข ช่างชุม ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี โดยมี นายยอด มณีรัตน์ และ นายประศาสน์ อุดมศักดิ์ เป็นเทศมนตรี และ นายเจิม ปาณชู เป็นปลัดเทศบาล ส่วนฝ่ายอำเภอมี ร.ต.อ.หวน มุตตาหารัช เป็นนายอำเภอ ร.ต.อ.วิชัย ตุมรสุนทร เป็นผู้บังคับกองตำรวจภูธร นายสุภัทร คลี่ขจาย เป็นนายด่านศุลกากร และ ร.ต.อ.ไพโรจน์ อุณหชาติ เป็นหัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองสะเดา บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการปกครองและการดูแลพื้นที่ชายแดนในยุคที่สะเดายังอยู่ระหว่างการก่อร่างสร้างเมือง

ในบันทึกยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจและอาจไม่เป็นที่รับรู้ของคนรุ่นหลังมากนัก คือเหตุการณ์ของ ร.ต.อ.ไพโรจน์ อุณหชาติ หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองสะเดา ซึ่งถูกโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายาจับตัวไปบริเวณริมชายแดนไทย–มาเลเซีย ใกล้ด่านพรมแดนสะเดาฝั่งมาเลเซีย ในปี พ.ศ. 2490 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่ นายชูชัย สุวรรณรังสี ดำรงตำแหน่งนายอำเภอสะเดา และหลังจากนั้น ร.ต.อ.ไพโรจน์ได้หายสาบสูญไปจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตพื้นที่ชายแดนสะเดาไม่ได้มีเพียงเรื่องของการค้าและการเดินทางข้ามแดนเท่านั้น แต่ยังเคยเป็นพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงและเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่และผู้คนในพื้นที่โดยตรง

นอกจากเรื่องราวของผู้คนและบ้านเมืองแล้ว บันทึกเก่ายังกล่าวถึงแนวเขตพื้นที่ของสะเดา โดยอ้างอิงจากหลักเขตและแนวภูเขา รวมถึงเส้นแบ่งเขตแดนกับรัฐของอังกฤษในคาบสมุทรมลายูในอดีต ทางด้านใต้ เริ่มจาก หลักเขตที่ 1 ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานคอนกรีตในหมู่บ้านทับโกบราว 8 กิโลเมตร และอาศัยแนวเส้นแบ่งระหว่างรัฐปลิศกับรัฐไทรบุรีของอังกฤษ ไปทางทิศตะวันออกจนถึง หลักเขตที่ 2 บริเวณเขาบาตูตีกา ด้านเหนือ จากหลักเขตที่ 2 ตามแนว เทือกเขาน้ำค้าง ซึ่งแบ่งเขตระหว่างอำเภอสะเดากับอำเภอจะนะ ไปจนถึงหลักเขตที่ 3 บริเวณควนพลา ด้านตะวันออก จากหลักเขตที่ 3 ตามแนวแบ่งเขตระหว่างตำบลสะเดากับตำบลปริก และไปจนถึงหลักเขตที่ 4 บริเวณรอยต่อระหว่างตำบลสะเดา ตำบลปริก และตำบลทุ่งหมอ ส่วนด้านตะวันตก จากหลักเขตที่ 4 ตามแนวแบ่งเขตระหว่างตำบลสะเดา ตำบลทุ่งหมอ และรัฐเปอร์ลิสของอังกฤษ โดยแนวเขตขนานและห่างจากทางรถไฟสายใต้ช่วงหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ประมาณ 4 กิโลเมตร ก่อนวกกลับไปบรรจบกับหลักเขตที่ 1 แนวเขตเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สะเดาเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญมาเป็นเวลานาน และมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่โดยรอบทั้งในด้านการปกครอง การคมนาคม และความสัมพันธ์กับดินแดนฝั่งมลายา

ขอบคุณภาพและข้อมูล : เทศบาลเมืองสะเดา
ลมหายใจใต้รอยน้ำ บันทึกชีวิตชาวหาดใหญ่ ในวันที่สายน้ำเปลี่ยนทุกอย่าง
18 ตุลาคม 2569 | 771เปิดตำนาน “ส้มมือ” ผลไม้โบราณรูปร่างแปลก แต่ความหมายมงคลกว่าที่คิด
4 ตุลาคม 2569 | 276ว่าวควาย เสียงจากท้องทุ่ง สู่ฟากฟ้าแห่งความทรงจำ
4 ตุลาคม 2569 | 753จากตำนานเทพปราบอสูร สู่เจ้าพ่อเสือ ศูนย์รวมศรัทธาแห่งหาดใหญ่
27 กันยายน 2569 | 486เปิดตำนาน “ขนมบ้า” ขนมแทนลูกสะบ้า ในประเพณีสารทเดือนสิบ
27 กันยายน 2569 | 738หอดูดาวสงขลา ประตูสู่จักรวาลบนเขารูปช้าง
20 กันยายน 2569 | 1,701กล้วยนาค กล้วยพื้นถิ่นสี “นาก” จากสวนพื้นบ้าน สู่คุณค่าที่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยรู้จัก
20 กันยายน 2569 | 1,881ตำนานเทพแห่งปัญญา สู่แลนด์มาร์กแห่งศรัทธาเมืองชายแดนสะเดา
13 กันยายน 2569 | 1,090