
อีกหนึ่งบนเส้นทางความฝันของใครหลายคนที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวเข้าสู่เวีทีอย่าง masterchef thailand season 7 ทีมงาน หาดใหญ่โฟกัส มีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ น้องมี่ หรือนายอัซมีย์ ภัทรธาดานุกูล อายุ 29 ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย International Islamic University Malaysia น้องมี่ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมงานถึงแรงบันดาลใจ และความตั้งใจที่เข้ามาแข่งขันในรายการ

จุดเริ่มต้นของการชอบทำอาหารเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่
- จุดเริ่มต้นของผมชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงวัยเด็กเราจะชอบเข้าครัวกับคุณยาย เนื่องจากว่าคุณยายจะเป็นคนที่ต้องทำอาหารให้กับทุกคนในบ้านทาน ส่วนตัวผมเองก็จะคอยเป็นลูกมือให้กับคุณยายอีกที ที่สำคัญด้วยความที่บ้านเราอยู่กันเป็นชุมชน จะมีสมาคมแม่บ้านของชุมชน เวลามีงานบุญทางชุมชนก็เข้ามาทำอาหารร่วมกัน เราเองก็มีส่วนได้ช่วยเป็นลูกมือ จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้เราชื่นชอบในการทำอาหาร
เมนูแรกที่ทำแล้วรู้สึกว่า “นี่แหละทางของเรา” คือเมนูอะไร
- ย้อนกลับไปเมื่อช่วงวัยเด็ก มี่ชอบดูวีดีโอในยูทูปมากๆ เกี่ยวกับการทำเบเกอรี่ ตอนที่เรายังเด็กก็ยังไม่มีอุปกรณ์เบเกอรี่ที่บ้าน เรามีแค่ไมโครเวฟ เลยได้ทำขนมเค้กกับไมโครเวฟ มันก็เลยทำให้ผมรู้ว่านี่แหละคือทางของเรา อยากเรียนรู้พัฒนาตัวเอง อยากมีอุปกรณ์เบเกอรี่ให้ครบทุกอย่าง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้กลับมาทำเบเกอรี่ในสิ่งที่เรารัก

ใครคือแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางสายอาหาร
- แรงบันดาลใจของผมก็คือคุณยาย คุณยายทั้งทำอาหารเก่งรวมถึงอร่อย ท่านเองก็จะสอนเรามาตั้งแต่เด็กๆ รวมถึงเวลาที่ผมมีดอกาสได้ช่วยคุณยายทำอาหาร คุรยายก็บอกวิธีขั้นตอนการทำอาหารต่างๆให้กับมี่ ซึ่งเวลาที่เราเห็นคุณยายทำอาหารมันก็จะมีภาพในหัวออกมาว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงทำอาหารเก่งจัง และอร่อยมาก เลยทำให้ผมได้รับแรงบนดาลใจมาจากคุณยายเข้าสู่เส้นทางด้านอาหาร ถึงแม้ว่าวันนี้คุณยายจะไม่อยู่แล้ว

เส้นทางก่อนเข้าสู่ MasterChef ก่อนเข้ารายการทำอาชีพอะไร
- ตอนนี้ผมก็ยังทำงานประจำอยู่ครับ ทางด้านสายไอที เป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปเลยครับ
เคยคิดไหมว่าเราจะได้มายืนบนเวทีระดับประเทศ
-ต้องบอกตรงๆเลยครับว่า มี่เองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะได้มายืนในเวทีระดับประเทศแบบนี้ ผมรู้สึกว่ามันไกลเกินฝันของตัวเองมาก บางครั้งที่มองกลับไปยังไม่คิดเลยครับว่าตัวเองจะได้เข้ามายืนในรายการ masterchef ซึ่งเป็นรายการที่มีคนสนใจดูเยอะมาก นาทีนี้ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจสมัครรายการคืออะไร
-ผมมีความรู้สึกว่าเรารักในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ๆ การที่ได้มาสมัครในรายการ masterchef thailand season 7 เป็นสิ่งที่อยากจะลองพิสูจน์ตัวเองในสิ่งที่เรารักมาตลอดนั่นคือการทำอาหาร จะพาเราขึ้นไปสู่จุดไหนของชีวิต มี่อยากรู้ว่าการที่เรารักในสิ่งที่เราทำ เราจะทำความฝันนี้ให้ยิ่งใหญ่ได้ขึ้นหรือเปล่า ตัวผมเองก็มีความรู้สึกว่าขณะที่เราทำอาหารอยู่ในครัวเล็กๆที่บ้านมันจะแตกต่างกันมากเลย ผมเองอยากท้าทายตัวเอง อยากจะเอาตัวเองออกจาก comfortzone ว่าสันหนึ่งที่เรารักในการทำอหารอยู่ในครัวที่บ้านของเราเอง เราก็อยากจะนำออกมาถ่ายทอดให้คนดูทั้งประเทศได้เห็นว่าเรารักในการทำอาหารจริงๆ ที่สำคัญอยากจะส่งต่อความฝันให้กับคนอื่นด้วยว่าหากคุณมีความฝันคุณต้องลองทำตามฝันของคุณ เพราะคุณไม่สามารถรู้เลยว่าความฝันของคุณจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากแค่ไหน

ตอนสมัครรอบแรกมั่นใจในตัวเองมากแค่ไหน
-จริงๆ แล้วตอนที่มีไปสมัครวันแรก ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง เพราะเป็นถึงรายการระดับประเทศ คนสมัครหลายพันคน คิดอย่างเดียวว่าจะสู้คนอื่นได้ไหม ถึงจะรักในการทำอาหารก็จริงแต่ก็ไม่รู้เลยว่าจะถูกใจกรรมการหรือปล่า แต่พอได้เข้ารอบ cooking show ของรายการแล้ว เราได้รับคำชมจากกรรมการ ซึ่งตอนทีผมเข้าไปรอบแรกผมได้ผมเมนูอาหารใต้ โดยสื่อถึงความเป็นตัวเอง ด้านกรรมการเองก็ชมว่าเราทำอาหารได้ถูกปากมากๆ เราจึงมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

เตรียมตัวก่อนแข่งขันหนักแค่ไหน
-มี่อยากบอกว่าต้องเตรียมตัวหนักมาก การที่เรามายืนในเวทีนี้การทำการบ้านหรือฝึกซ้อมเป็นอะไรที่สำคัญมาก หลังจากที่ผมรุ้ว่าผ่านรเข้ารอบมาเป็น 30 คน และเข้ามาเป็นตัวจริงในรายการ 20 คนสุดท้าย มี่ต้องเตรียมตัวทุกวันทั้งอ่านหนังสือทำความเข้าใจ ฝึกซ้อมทำอาหารเรียนรู้ด้วยตัวเอง เปิดรายการของปีก่อนๆ ดู เผื่อที่จะนำมาเป็นไอเดียของอาหารประเภทไหนบ้างที่เราควรจะฝึกซ้อม เราเองก็มีอาหารที่ทำแล้วไม่ถนัดเลย ก็คืออาหารฝรั่ง ทำให้ต้องฝึกในส่วนนี้มากขึ้น เพราะบางทีเราก็ชอบทำอาหารใต้ มี่เลยอยากพิสูจน์ให้คนดูได้เห็นว่าเราเองก็สามารถทำอาหารฝรั่งได้เช่นกัน ในทุกๆ วันเองหลังจากที่มีไปทำงานประจำ ก็จะเป็นเวลาที่ผมต้องมาฝึกซ้อมทำอาหารที่จะต้องเข้าไปแข่งในทุกรอบๆของรายการ

มีเมนูที่ซ้อมแล้วพลาดซ้ำๆ ไหม
-มีแน่นอนครับ ก่อนที่มีจะไปแข่งในรายการกลัวว่าโจทย์ของรายการจะมีให้ทำมาการอง ถึงแม้ว่ามี่จะชอบทำเบเกอรี่มากๆ แต่มาการอง เป็นเมนูที่ทำยากมาก ๆ ในฐานะคนที่รักในการทำเบเกอรี่เขาจะรู้ดีเลยครับว่าทำยาก ถึงแม้มี่เองจะลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทำพลาดแล้วพลาดอีก ก็เลยตัดสินใจไปเรียนทำมาการองครับ ก็หวังว่าจะไม่เจอในรายการเป็นอะไรที่เราลุ้นมาก

เคยท้อจนอยากถอยไหม
- ช่วงเวลาที่แข่งขัน masterchef เป็นช่วงเวลาที่หนักที่สุดในชีวิตของมีแล้วครับ เพราะหนึ่งเลยเราไม่เคยเข้ามาในรายการระดับประเทศขนาดนี้ เรามีงานประจำที่ต้องทำ รวมถึงใช้วันลาของตัวเองไปแข่งขัน บางครั้งก็มีแอบท้อบ้าง เรามีเวลาเตรียมตัวน้อย ไม่ได้มีเวลามากที่จะฝึกซ้อมตัวเอง ในบางครั้งก็รู้สึกกดดันและเครียด แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เรามักบอกกับตัวเองเสมอว่า เราจะต้องก้าวผ่านความยากลำบาก เพื่อที่จะได้เจอสิ่งที่ดี มี่เชื่อว่าการการที่ยอมทุ่มทั้งกายและใจในการแข่งขันทำให้เราเสียน้ำตาไปเยอะ แต่ผมก็ภูมิใจกับมันทุกครั้งเมื่อย้อนกลับมาดู

(เมนูนี้เป็นจานที่ดีที่สุดที่พาให้น้องมี่เข้ารอบชิงชนะเลิศ)
วันแรกที่เข้าครัว MasterChef รู้สึกยังไง
-วันแรกที่ผมได้เข้าไปในครัวมันตื้นตันใจ ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่เคยได้เข้าไปสัมผัสจริง การทำอาหารครั้งของในครัวคือตื่นเต้นและเครียด เนื่องจากเรายังไม่รู้ว่าอุปกรณ์มีอะไรบ้างและอยู่ตรงไหน ไหนจะวัตถุดิบ มีอะไรบ้างอยู่ตรงไหน เป็นความรู้สึกใหม่ ๆ ที่เรายังไม่ชินกับสถานที่ และใช้เวลาในการปรับตัว ส่วนการได้เข้าไปยืนในครัวนั้นก็เหมือนความฝันที่เราเคยดูในรายการที่ดุมากมาทุกซีซั่น แต่วันนี้เราพาตัวเองมายืนอยู่จุดนี้ได้
-โจทย์ไหนที่กดดันที่สุด
-เป็นโจทย์ที่ให้เราทำของหวาน แต่ยังไม่บอกวัตถุดิบหลัก ให้เราทำไปก่อนแล้ววัตถุดิบหลักจะตามมาเรื่อย ๆ กดดันสุด ๆ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเมนูที่เราคิดทำไปแล้วจะมีวัตถุดิบอะไรมาเสริมเผื่อให้เรานำวัตถุดิบหลักมาปรับกับเมนูที่เราได้ทำไปแล้ว ที่สำคัญผมเองทำออกมาได้ดีเนื่องจากเป็นรอบที่ได้เป็น จานที่ดีที่สุดด้วย ถึงแม้ว่าโจทย์ที่ได้มาจะกดดันและโหดร้ายแต่เราก็สามารถทำออกมาได้ดี นั่นก็คือว่าเราเองก็มีศักยภาพมากพอที่จะมาแข่งขันในรายการ

มีโมเมนต์ไหนที่จำไม่ลืม คำวิจารณ์จากกรรมการที่จำได้จนถึงวันนี้คืออะไร
-เป็นตอนที่ได้เข้าไปเรียนทำอาหารเมนู ทอดมันข้าวโพด "กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ" รูสึกเป็นเกียรติในชีวิตมากครับที่ครั้งหนึ่งได้ใกล้ชิดกับทูลกระหม่อมขนาดนี้ ที่สำคัญเรายังได้เรียนรู้เมนูจากพระองค์ท่านโดยตรงพระองค์ทรงมาสอนทำเมนูทอดมันข้าวโพดด้วยพระองค์เอง และยังให้เราได้นำเมนูของพระองค์ท่านมา ที่เป็นอินสปายเรชั่น มาสร้างสรรค์เป็นเมนูในแบบของเรา ส่วนนี้จึงเป็นโมเม้นต์ที่จะจำไม่ลืม

-คู่แข่งในรายการให้อะไรกับชีวิตบ้าง
ที่สำคัญเลยครับทุกคนในรายการให้มิตรภาพกับเรามาก มี่รู้สึกว่าในรายการเป็นผู้แข่งขันกันก็แข่งขันไป นอกเหนือจากการแข่งขันแล้วเราคือเพื่อน พี่ น้องและครอบครัว ทุกคนที่เข้ามาแข่งในรายการทำให้ผมรู้จักคำว่ามิตรภาพอย่างแท้จริง ผมรู้สึกดีใจที่ได้เข้ามาในรายการและเจอเพื่อนๆที่ซัพพอร์ตให้กำลังใจเรา

การแข่งขันครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตยังไง
-เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะครับ จากที่ไม่มีใครรู้จัก หรือให้กำลังใจ ตอนนี้คือมี่ไปไหนจะมีแต่คนเข้ามาทัก เข้ามาเชียร์และให้กำลังใจเรา จากการที่ได้ดูเราแข่งขันในรายการ ผมจำได้เลยว่าวันแรกที่ผมกลับไปหาดใหญ่ กลับมาเป็นบูธที่หาดใหญ่ เราได้รับแรงสับสนุนจากคนหาดใหญ่เยอะมาก เราดีใจที่ได้รับพลังบวกชาวหาดใหญ่ มี่เองก็พร้อมจะเรียนรู้และรับในทุกโอกาสที่จะเข้ามา
-อะไรคือสิ่งที่ได้มากกว่าคำว่าแพ้หรือชนะ
-ประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ครับ การที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ในรายการ มันหาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ต่อให้มีเงินมากประสบการณ์ตรงนี้จะหาจากที่ไหนไม่ได้แล้วครับ ทั้งให้โอกาสเรียนรู้กับในสิ่งที่เราอาจจะยังรู้ได้ไม่มากพอ หรือยังมีจุดที่ทำให้เราได้พัฒนาเองในทุกๆวัน

ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองในวันแรกได้ อยากบอกอะไรอยากพิสูจน์อะไรให้คนดูหรือครอบครัวเห็น
- ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมจะบอกตัวเองในวันแรกที่ตัดสินใจมาสมัคร ผมอยากจะโอบกอดตัวเองว่าสิ่งที่ตัวผมเองในวันนั้นตัดสินใจมันคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง มันคือหนึ่งในความสำเร็จที่ดีที่สุดในชีวิต ถ้าวันนั้นมี่ไมไ่ด้มาสมัครในรายการ อาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้ ผมภูมิใจกับตัวเองทุกครั้งที่กล้าและไม่ยอมแพ้ให้กับความฝันตัวเอง และสิ่งที่มี่ทำเองก็จะโชว์ให้ทุกคนเห็นศักยภาพ รวมถึงให้ครอบครัวเห็นว่าสิ่งที่มี่รัก สามารถพามี่มาถึงจุดๆนี้ได้ สุดท้ายที่ต้องขอบคุณไปยังครอบครัวที่คอยให้กำลังใจอยู่ข้างหลังมี่ ไม่เคยห้ามมี่ในสิ่งที่มี่อยากจะทำ รวมถึงขอบคุณไปยังชาวใต้ คนหาดใหญ่ทุกคนที่คอยเชียร์ผมมาโดยตลอด มี่จะบอกว่ามี่อ่านทุกข้อความที่ทุกคนส่งมาให้

ความฝันหลังจากนี้คืออะไรที่เราจะทำต่อ และจะนำความรู้ทางด้านการอาหารประสบการณ์ไปต่อยอดสร้างสรรค์อย่างไรต่อหลังจากนี้
-ความฝันของผมการที่ได้เข้ามายืนใน masterchef มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอีกความฝันที่เราอยากจะเดินไปให้ไกลที่สุดในเส้นทางด้านอาหาร การที่ผมมยืนจุดนี้ทำให้ผมมีตัวตนมากขึ้น ผมจะพัฒนาตัวเองต่อไป ต่อให้ผมเองจะได้แชมป์หรือไม่ได้แชมป์ อย่างน้อยมี่ได้มีนามสกุลของ masterchef ที่จะติดตัวมี่ไป ถือเป็นหนึ่งความสำเร็จที่มี่ได้เข้ามาลองทำ และตัวเองมี่จะนำทุกๆประสบการณ์ที่ได้รับจากรายการไปต่อยอดให้ตัวเองมีศักยภาพมากขึ้น ที่สำคัญอยากให้ทุกคนคอยติดตามมี่ว่าในอนาคตจะอยู่ในบทบาทไหนของเส้นทางสายอาหาร

หากมีโอกาสมี่เองก็อยากให้ทุกคนมาชิมอาหารฝีมือมี่ เพราะมี่ก็อยากทราบว่าอาหารจากฝีมือนั้นเป็นอย่างไร ความฝันอีกอย่างหนึ่งก็คืออยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองครับ อยากให้ทุกคนได้มาร่วมชิมอาหาร เพราะความสุขของมี่ ที่มากกว่าการได้ทำอาหาร คือการได้ทำอาหารให้กับคนที่เรารักทาน
ขอบคุณเครดิตภาพ : เพจ masterchef Thailand
"ผลไม้ปั่นหัวรั้วลุงพงศ์" ตำนานความอร่อยกว่า 9 ปี หลังบิ๊กซีเอ็กตร้า หาดใหญ่
30 มีนาคม 2569 | 8,498เปิดใจเด็กป่วยดักแด้ตั้งแต่เกิด "น้องยูฟ่า" ตัวอย่างแรงใจให้กับคนที่กำลังท้อ
12 มีนาคม 2569 | 8,026จิตวิญญาณร่างทรงชาวบ้าน ว่าที่ สส.สงขลาเขต2 ป้ายแดง “จูรี นุ่มแก้ว”
11 กุมภาพันธ์ 2569 | 6,05527 ปี บนถนนนางงาม ร้าน EP’s CAFE กับตำนานเค้กพรุนพันชั้นที่รสชาติไม่เคยเปลี่ยน
31 มกราคม 2569 | 5,180"พี่เริญ" เจ้าของร้านดงยีนส์ ตัวแทนคนหาดใหญ่ที่ลุกขึ้นสู้ ในวันที่ร่างกายแทบหมดแรงจากน้ำท่วมครั้งที่หนักที่สุดในชีวิต
27 ธันวาคม 2568 | 4,375"บ๊ะจ่างม่าเฮียง" สูตรแต้จิ๋วส่งต่อจากคุณแม่ สู่ทายาทรุ่น 2 กว่า 30 ปี
23 ธันวาคม 2568 | 4,583"พัฟสังขยาใส้ทะลัก" ลมหายใจต่อจากคุณยายตำนานบ้านขนมไข่กว่า 40 ปี
14 ตุลาคม 2568 | 5,462"สุ่ยเฮง" ร้านขนมมงคลจีนเก่าแก่คู่เมืองหาดใหญ่ สืบทอดสูตรขนมกว่า 90 ปี จากอากงสู่ทายาทรุ่นที่ 4
27 กันยายน 2568 | 4,343