
จากการศึกษาของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คาดว่ามัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะ สร้างในราวรัชสมัยของสุลตาน สุลัยมาน ชาฮ์ (ประมาณ พ.ศ. 2173-2203) เมื่อมีการยกเขตรอบนอกเมืองสิงหนครเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลสาบสงขลา สำหรับกันทัพเรือของเมืองปัตตานี ต่อมากลายเป็นมัสยิดร้าง เมื่อคราวสมัยสุลตานมุซตาฟา ชาฮ์ ทำสงครามพ่ายแพ้แก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา มัสยิดหลังแรกซึ่งสร้างในรัชสมัยสุลตานสุลัยมาน ชาฮ์นั้น เข้าใจกันว่าสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แต่ปูพื้นด้วยกระเบื้องแบบไทย ขนาดกระเบื้องเป็นรูปจัตุรัสกว้างยาวประมาณ 1 ศอกยังปรากฏหลักฐานมาจนถึงปัจจุบันนี้

ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 พระยาวิชิตภักดี(มรหุมมุดา)เจ้าเมืองไชยาผู้เป็นเหลนของสุลตาน สุลัยมาน ชาฮ์ ได้เทครัวอพยพชาวเมืองไชยาบางส่วนหลบหนีการจับกุมของทัพพม่า มาตั้งหลักอยู่ที่บ้านหัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นเมืองร้าง มีการสร้างบ้านเรือนแบบเดิมคือสร้างบ้านเรือนในน้ำและสร้างมัสยิดไว้บนยอดเขา แต่เดิมบนยอดเขานั้นมีกองอิฐคล้ายกับป้อมปราการ รื้อลงเสียเมื่อคราวมีการสร้างมัสยิดหลังปัจจุบัน มัสยิดที่สร้างโดยพระยาวิชิตภักดีนั้นเห็นจะไม่มั่นคงแข็งแรงด้วยรีบสร้างให้ทันการประกอบศาสนกิจ ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏแค่ซากกองอิฐจำนวนมากปูทับกัน มัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะหลังต่อมาคงจะสร้างในรัชกาลที่ 4 คงจะไม่เกินเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเมืองสงขลาในคราวแรก

ซึ่งในครั้งนั้นมีรายงานว่าราษฎรเมืองสิงหนครได้เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทด้วย และปรากฏในคำบอกเล่าต่อมาว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ที่สองเสด็จออกทอดพระเนตรบ้านเรือนราษฎรชาวไทยมุสลิมซึ่งนิยมปลูกเรือนในทะเลสาบสงขลา ที่ราบในบริเวณนั้นจึงใช้เป็นที่สร้างมัสยิดและกุโบร์(ที่ฝังศพ) มัสยิดหลังนั้นสัณฐานคล้ายพระที่นั่งสุทไธสวรรค์ในพระบรมมหาราชวัง มีแท่นมิมบัรสำหรับดะโตะคอเต็บขึ้นแสดงธรรม ไม่มีผนังและไม่มียอด มีแต่เพียงหลังคาทอดแนวยาวไปทางทิศตะวันออก-ตะวันตก เข้าใจว่าคงจะมีการสร้างใหม่ทับพื้นที่มัสยิดหลังเดิม

พ.ศ. 2470 มัสยิดหลังเก่าชุดรุดทรุดโทรมลลงมาก ปวงสัปบุรุษจะจัดให้การสร้างมัสยิดแห่งใหม่ในสถานที่ปัจจุบันมีขนาดเป็นรูปจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 15 วา ข้างหน้ามีมุขเด็จสำหรับแขวนกลองขนาดใหญ่ใช้ตีบอกเวลาในการปฏบัติศาสนกิจและการทำกิจกรรมสำคัญๆ การตีกลองมีความสำคัญมากเป็นการบอกเวลาในการทำกิจกรรมเช่น ตีกลอง 5 ครั้งแทนการอะซาน(การเรียกร้องให้มุสลิมมาละหมาด) เป็นต้น

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2492 กรมศาสนาได้ขึ้นทะเบียนมัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะเป็นมัสยิดตามกฎหมายตาม พรบ.มัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2492

ปัจจุบันมัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะ ยังเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญและสถานที่ใช้ประกอบพิธีตามหลักศาสนาอิสลามของชาวบ้านในชุมชนบ้านหัวเขา ถือเป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่สำคัญอีกแห่งหนึง่ของจังหวัดสงขลา ที่ควรค่าแก่การศึกษษและอนุรักษ์ไว้

ข้อมูล : เทศบาลเมืองสิงหนคร , ภาพ : เพจมัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะ
เรื่องเล่าตำนาน "ทวดโต๊ะหยัง" สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ชุมชนถ้ำตลอดสะบ้าย้อย
14 มิถุนายน 2569 | 367ทวดยายหมฺลี พระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดพะโคะ
14 มิถุนายน 2569 | 384เปิดประวัติ "วัดสมเด็จ" วัดสไตล์ล้านนาแห่งแรกของสงขลา
7 มิถุนายน 2569 | 628ตำนานซากเรือสำเภาการค้า ใต้ทะเลระโนดกว่าหลายร้อยปี
7 มิถุนายน 2569 | 1,116พาแลต้นจามจุรียักษ์ 100 ปี พญาไม้เก่าแก่คู่วัดท่าข้าม
24 พฤษภาคม 2569 | 819จากวันวานสู่วันนี้ “ศาลาพระวิหารแดง” มรดกแห่งเขาตังกวนสู่แลนด์มาร์กสุดคลาสสิกเมืองสงขลา
24 พฤษภาคม 2569 | 591เปิดตำนาน “แม่ซื้อ” ความเชื่อโบราณของคนสมัยก่อนที่ยังคงมีความเชื่อนี้กันจนถึงปัจจุบัน
17 พฤษภาคม 2569 | 891ศาลเจ้าเก่าแก่คู่ชาวหาดใหญ่ “ศาลเจ้าแม่กวนอิม 100 ปี บ้านปลักธง”
17 พฤษภาคม 2569 | 968