หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

เรื่องราวหาดใหญ่

ชีวิตชาวบ้านหาดใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
31 มกราคม 2564 | 11,563

ย้อนไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังนึกถึงและจำความได้บ้าง วันนี้เราจึงขอพาทุกคนไปย้อนเรื่องเล่าต่อไปนี้ ในการใช้ชีวิตของชาวบ้านหรือคนหาดใหญ่นั่นเองในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นสัมพันธมิตรกับไทยและขอเส้นทางรบผ่านไปประเทศพม่าเพื่อไปรบกับอินเดียและจีนพร้อมกับขอผ่านทางไปประเทศมาเลเซียเพื่อไปยึดเกาะสิงคโปร์

เริ่มจากญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่สงขลาปรากฎว่ามีการต่อต้านและสู้รบส่วนหนึ่งจากยุวชนทหารที่สงขลา ทหารตำรวจส่วนหนึ่ง จนทำให้ทหารญี่ปุ่นตายเกลื่อนหาดทรายจำนวนหนึ่งบางรายก็ฝังร่างในทะเลก่อนที่จะถูกคลื่นซัดพาเข้าเหลือแต่โครงกระดูก เพราะนักเรียนมหาวชิราวุธรุ่นเก่า ๆ มักจะเล่ากันให้ฟังว่า เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งนานแล้วเช่นกันว่า ของเล่นสนุกสนานอย่างหนึ่งก็คือ การเก็บหัวกะโหลกหรือเศษกระดูกที่เจอตามชายหาด

แล้วแอบใส่เข้าไปในกระเป๋าย่ามเด็กนักเรียนที่ขี้กลัว หรือซุกไว้ในโต๊ะนักเรียนของเพื่อนนักเรียน เป็นที่ขบขันหรือหัวเราะสนุกสนานสำหรับคนกลัวผีและมีป้ายหลุมศพนายทหารญี่ปุ่นสลักเป็นภาษาญี่ปุ่นไว้แต่ถูกเทศบาลเมืองสงขลาขนย้ายไปแห่งหนตำบลใดไม่ทราบแล้วในตอนนี้ เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่สงขลาทางจังหวัดก็ได้โทรศัพท์มาบอกที่ค่ายเสนาณรงค์(ค่ายคอหงษ์) หาดใหญ่และโทรศัพท์บอกคนที่หาดใหญ่ที่รู้จักว่าให้ช่วยบอกต่อ ๆ กันว่า ญี่ปุ่นบุกแล้วสมัยนั้นอำเภอหาดใหญ่ ก็มีโทรศัพท์แล้ว

แต่ไม่น่าจะเกินกว่าหนึ่งร้อยเลขหมาย ของขุนนิพัทธิ์จีนนคร ในหนังสือแจ้งว่าหมายเลข 53(สมัยเด็ก ๆ ผู้เขียนยังทันยุคที่โทรศัพท์ร้านพ่อ ถ้าจำไม่ผิดสี่เบอร์ ไม่มีหมายเลข 074 นำหน้า เวลาจะโทรศัพท์ทางไกลไปกรุงเทพฯ ต้องไปรอที่ชุมสายโทรศัพท์หาดใหญ่ให้ช่วยต่อสายให้ต่อมาก็รอที่บ้านได้ถ้าจะโทรศัพท์ทางไกลแต่ต้องให้ทางชุมสายโทรศัพท์หาดใหญ่ต่อสายให้ก่อนเช่นกัน ไม่เหมือนกับปัจจุบันนี้แล้วที่สามารถโทรศัพท์ได้โดยตรงเลย)

ทางค่ายคอหงส์ก็ไปตั้งรับทหารญี่ปุ่นที่โคกสูง (ใกล้วัดโคกสูง)เป็นเนินสูงชันที่ต้องไต่ระดับขึ้นมาทหารญี่ปุ่นส่วนหนึ่งจะขับรถจักรยานบางส่วนก็เดินทัพมาหลังจากขึ้นฝั่งที่สงขลาได้แล้วมีน้อยรายมากที่ขี่ม้าศึกที่สงวนเฉพาะนายทหารระดับสูงเท่านั้นทางฝ่ายไทยที่สงขลาสู้รบตบมือกับทหารญี่ปุ่นไม่ได้ต้องพ่ายแพ้ล่าถอยไป ทั้งนี้เพราะมีจราชนญี่ปุ่นที่สงขลามาฝังรากรกเป็นหมอญี่ปุ่นให้ความร่วมมือในการชี้เป้า หรือจุดที่เรือรบสะเทินน้ำสะเทินบกสามารถขึ้นฝั่งได้ส่วนหนึ่ง


ตรงจุดที่โคกสูงมีการปะทะกันอีกรอบหนึ่งปรากฎว่ามีฝ่ายทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตไปส่วนหนึ่งมีการฝังที่ข้างทางที่เป็นสวนยางพาราและป่ามะพร้าวปัจจุบันสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่แถว ๆ โรงงานที่เจ้าของชอบหมอฮวงจุ๊ยและผลิตอาหารให้สัตว์ปีกกิน ก่อนที่จะมีการล้างป่าช้านำศพไปทำพิธีกลับประเทศญี่ปุ่น หรืออาจจะเผากระดูกไปทั้งหมดแล้วก็ได้ เพราะสมัยเด็ก ๆ จำได้แต่ไม่แม่นยำว่าที่สงขลามีสถานกงสุลญี่ปุ่นอยู่หรือไง ยังจำไม่แม่นนักแต่ถ้ามีผู้ใดทราบก็โปรดแจ้งด้วย 

ส่วนหนึ่งที่จำได้ดีเพราะตอนสร้างตึกคุณหญิงหรั่ง หรือตึกแปด(จำไม่แม่น)ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯอาจารย์ผู้หญิงที่สอนภาษาฝรั่งเศสที่สนิทกันเล่าให้ฟังว่ามีการขุดพบกระดูกจำนวนหนึ่ง เลยต้องทำพิธีสงฆ์ไทยเพื่อสวดส่งวิญญาณถ้าจำไม่ผิดมีการเล่ากันสืบต่อ ๆ กันมาว่า มีเจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นมาร่วมงานด้วยจำนวนหนึ่งเพราะคาดว่าน่าจะเป็นศพทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งที่เสียชีวิต หรืออาจจะเป็นเชลยศึกของทหารญี่ปุ่นที่ถูกซ้อมจนตายแล้วแอบฝังไว้ในที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่เคยเป็นที่ตั้งกองทัพทหารญี่ปุ่นสมัยหนึ่ง

มีตำนานเล่าสู่กันฟังในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาว่าที่อาคารอรชร ช่วงรับน้องมีรุ่นพี่นอนหลับในห้องเรียนเพราะรอจัดข้าวของเตรียมรับน้องวันรุ่งขึ้นจำนวนหนึ่งช่วงกลางดึกได้ยินเสียงวิ่งของทหารและเสียงร้องอึกกะทึก
ทำให้หวาดกลัวไม่กล้านอนหลับจนรุ่งเช้า หรือตรงห้องประชุมตึกหนึ่งชั้นสองของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีนักเรียนไปแอบนอนตอนหลังเที่ยง เวลาประมาณสามโมงเย็นเศษ ก็ได้ยินเสียงรองเท้าทอปบู๊ตวิ่งกันสนั่นหวั่นไหวเลยตกใจตื่นวิ่งออกมาดูก็ไม่เห็นมีใครเพราะโรงเรียนเลิกเรียนแล้วตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ใครกล้าแอบเข้าไปนอนในห้องนั้นอีก

ส่วนฝ่ายไทยที่รบกับทหารญี่ปุ่นแล้วเสียชีวิต ก็ไม่ยอมระบุจำนวนที่ตายแน่นอนนักหรือแอบไปตายที่บ้านพักเป็นจำนวนไม่แน่ชัดมากนักเพราะอาจเกรงกลัวว่าทหารญี่ปุ่นจะไปแก้แค้นในภายหลัง เมื่อทหารญี่ปุ่นสู้รบมาได้โดยสามารถตีฝ่าฝ่ายไทยฝ่ายไทยต้องถอยร่นมาตั้งรับอีกแนวสุดท้ายคือที่ น้ำน้อย ใกล้กับสะพานดำรางรถไฟและเขาบันไดนาง (ใกล้กับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11) ก็เป็นจุดที่ปะทะกันดุเดือดมากอีกจุดหนึ่งเพราะถ้าหลุดจากจุดนี้ได้ก็จะเข้าใกล้ค่ายคอหงส์แล้ว ทำให้บริเวณนี้ที่สมัยก่อนมีอุบัติเหตุและผีตายโหงมากชาวบ้านเลยเชื่อว่าผีฝ่ายไทยฝ่ายญี่ปุ่นหาคนมาเฝ้าพื้นที่แทน

การสู้รบอยู่ไม่เกินเที่ยงวันก็มีวิทยุจากกรุงเทพฯ สั่งการว่าให้ฝ่ายไทยยุติการสู้รบกับทหารญี่ปุ่น เพราะไทยกับญี่ปุ่นเป็นเพื่อนร่วมวงศ์บูรพา แม้ว่าก่อนหน้านั้น นายมั่น นายคงและหลวงวิจิตรวาทการ จะมีวาทกรรมโฆษณาชวนเชื่อโดยตลอดเวลา อวดอ้างความรักชาติรักแผ่นดินมากมาย จะสู้จนสุดฤิทธิ์แม้ชีวิตจะดับสูญแผ่นดินไทยไม่ให้ใครมาครอบครอง

แต่พิธีกรรมสุดท้ายของจอมพล ป.พิบูลสงครามก็คือการยอมรับการเดินข้ามดินแดนของทหารญี่ปุ่นมีเรื่องเล่ากันในหมู่คนจีนรุ่นเก่า ๆจริงเท็จไม่ยืนยันต้องใช้วิจารณญาณว่า คนงานในบ้านจอมพล ป. มีการตั้งชื่อหมาตัหนึ่งว่า เจ๊กเพื่อการแสดงวาทกรรมหรือพิธีกรรมเอาใจทหารญี่ปุ่นว่าไม่ชอบหรือรังเกียจคนจีนเป็นอย่างมากทำให้คนจีนรุ่นก่อน ๆ จะโกรธมากถ้าถูกเรียกว่า เจ๊ก

ขอบคุณข้อมูลบทความ : บล็อคเกอร์ Ravio

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง