หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

เรื่องราวหาดใหญ่

สงขลา | เล่าเรื่องวัดชะแล้ สิงหนคร วัดโบราณในสมัยอยุธยา
6 กรกฎาคม 2562 | 8,335

คำว่าชะแล้ มีที่มาเป็นนิทานเรื่องเล่า 2 ประการ 1.บ้านชะแล้เมื่ออดีตกาลมีชาวมุสลิมเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อน แล้วจากการสืบค้นเล่าต่อกันมาว่ามีอิสลามกลุ่มหนึ่งได้อพยพมาอาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่แถวริมคลอง บริเวณในส่วนที่ติดกับทะเลสาบสงขลา กลุ่มอิสลามนี้มีหัวหน้าชื่อ บังสะแล ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของคนในกลุ่มทุกคนมีอาชีพในการประมง หาปลา สัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลา เพื่อเป็นอาหารและแลกเปลี่ยนซื้อขาย ทุกตอนเย็นหลังจากการทำงานประกอบอาชีพแล้ว จะนำเรือกลับเข้ามาจอดรวมกันที่ท่าเรือหน้าบ้านของบังสะแลเป็นประจำทุกวัน ครั้นต่อมามีคนนับถือศาสนาพุทธเข้ามาอาศัยมากยิ่งขึ้นทำให้เกิดชุมชนพุทธขึ้น

กลุ่มคนอิสลามที่เป็นคนดั่งเดิมจึงค่อย ๆ อพยพออกจากพื้นที่ไปอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อกลุ่มคนมุสลิมอพยพถอยจากพื้นที่แล้ว วิถีชีวิตการสัญจรของชุมชนชาวไทยพุทธก็ยังคงใช้ทางเรือในการเดินทางและประกอบอาชีพและใช้ท่าเทียบเรือของบังสะแลที่มีอยู่เดิม นานวันเข้าการเรียกชื่อท่าเทียบเรือได้กลายเป็นชื่อหมู่บ้านและผิดเพี้ยนเป็นบ้านชะแล้ จนถึงปัจจุบัน  2. วัดชะแล้มีเรื่องเล่าว่าเมื่อ 500 กว่าปีมาแล้วที่วัดแห่งนี้มีพระภิกษุ สามเณร และแม่ชี พำนักอยู่ในบริเวณใกลกัน เวลาแม่ชีเดินผ่านสามเณรชอบชะเง้อ ชะแง้ ดูแม่ชี คำว่า ชะเง้อ ชะแง้ ก็เลือนเสียงเป็นชะแล้จนถึงทุกวันนี้ เป็นความเชื่อที่เล่าสืบ ๆ กันมา

 วัดชะแล้ ตั้งอยู่หมู่ที่ 4บ้านชะแล้ ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา  เป็นหนึ่งในวัดโบราณของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งตามประวัติสันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1999 น่าจะตรงกับสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษัตริย์องค์ที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งอายุไม่ต่ำกว่า 560 ปีมาแล้ว  มีความเก่าแก่เป็นอันดับที่ 2 รองจากวัดราชประดิษฐานหรือวัดพะโคะ วัดชะแล้มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนในตำบลให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก คือวิหารพระโบสถ์เขาตก พระบรมธาตุสุวรรณคีรีเจดีย์ และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ชะแล้

โดยในวัดชะแล้เองมีโบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่สำคัญดังนี้ พระบรมธาตุสุวรรณคีรีเจดีย์ (เจดีย์วัดชะแล้) ตามประวัติน่าจะเทียบเคียงได้กับเจดีย์ของวัดสทิงพระ  วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ)  และวัดเขียนบางแก้ว  โดยเป็นรูปทรงระฆังคว่ำ หรือโป่งขาม คาดว่าจะมีอายุประมาณ 600 ปี (คำนวณจากรูปทรงก่อสร้างและโบราณวัตถุที่ขุดพบในบริเวณเจดีย์องค์เก่า เช่น พระพุทธรูปสมัยลพบุรี)

และเมื่อปี พ.ศ. 2512 สมัยของท่านสมภารแดงเป็นเจ้าอาวาส ได้ให้พ่อนาค (ผู้ที่รอบวชซึ่งต้องมาอยู่ที่วัด) จำนวนหนึ่งขึ้นไปถางต้นไม้บริเวณยอดเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดีย์พวกนาคเหล่านั้นจึงได้ช่วยขุดคุ้ยกองอิฐซึ่งเป็นเจดีย์องค์เก่าที่พังลงมา(หรืออาจก่อสร้างไม่เสร็จ)

เมื่อรื้อลงไปในฐานรากของกองอิฐนั้นได้พบกับขันใบใหญ่ที่บรรจุพระพุทธรูปทองคำ แหวน เพชรพลอยทั้งที่ได้เจียรนัยเป็นหัวแหวนแล้วและที่เป็นเม็ดเดิม ๆ  รวมไปถึงเจดีย์หยก 3 ส่วนที่ถอดประกอบได้ เฉพาะส่วนกลางของเจดีย์พบบรรจุเศษกระดูกซึ่งเชื่อว่าเป็นพระธาตุ (กระดูกของพระพุทธเจ้า) เมื่อเป็นข่าวกระจายออกไปในตอนเย็นวันนั้นก็มีชาวบ้านพากันขึ้นไปขุดค้นหาสมบัติที่บริเวณนั้น โดยเชื่อว่าเป็น “กรุแตก” ตามคำที่นิยมพูดกัน แต่พวกเขาทุกคนที่ได้สิ่งของเหล่านั้นก็พากลับมาส่งคืนในวันรุ่งขึ้น เพราะรู้สึกว่ามีคนไปทวงกลับในตอนกลางคืน

ต่อมากรมศิลปากรก็ได้มาถ่ายภาพ และขึ้นทะเบียนเป็นเจดีย์เป็นโบราณวัตถุ และนำไปเก็บรักษาไว้ส่วนหนึ่ง  อีกส่วนหนึ่งนำไปบรรจุเก็บไว้ในเจดีย์ใหญ่ที่จะสร้างครอบเจดีย์องค์เดิม เพราะท่านเล็งเห็นว่าองค์เจดีย์อยู่ในสภาพที่พร้อมจะพังลงมา ท่านจึงได้รวบรวมชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธาได้สร้างอาคารคลุมองค์เจดีย์ไว้ แต่ก็ไม่ได้สร้างปิดทับองค์เจดีย์ พร้อมกับการบรรจุสิ่งของที่ขุดพบทั้งหมดไว้ในฐานอาคารรวมถึงเจดีย์หยกที่บรรจพระธาตุ เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2532  ตรงกับวันพฤหัสบดี ปีมะโรง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เวลา 13.00 น. 

ซึ่งทุก ๆ ปี ประชาชาชาวชะแล้และใกล้เคียงจะมีประเพณีห่มผ้าพระบรมธาตุสุวรรณคีรี ซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 โดยมีการนำผ้าสีเหลือง หรือแดงผืนยาวขึ้นไปห่มองค์พระธาตุเจดีย์  เพื่อเป็นการสักการะบูชา โดยการทางชุมชนจะร่วมมือกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธาเพื่อนำไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันนับเป็นพัน ๆ หลา และจัดขบวนแห่ผ้าขึ้นห่มพระธาตุเจดีย์ ผ้าที่ขึ้นไปห่มองค์พระธาตุนี้เรียกว่า ผ้าพระบฎ 

ในส่วนของโบสถ์ที่มีความสวยงาม โบสถ์เขาตกหรือวิหารพระโบสถ์เขาตก สันนิษฐานว่าน่าจะสร้่่างประมาณปี พ.ศ. 2301 ตามประวัติเล่าว่าท่านสมภารปาน (ได้ค้นพบเมื่อปี พ.ศ.  2507 ในสมัยนั้นบริเวณเนินเขาทิศตะวันตกมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอยู่มาก ไม่มีคนกล้าขึ้นไปเพราะเป็นเนินเขาที่เปลี่ยว กอรปกับทางด้านทิศตะวันตกของเนินเขาเป็นกุโบร์ (ที่ฝังศพของมุสลิม) ในอดีต ท่านสมภารปาน จึงได้ชักชวนญาติโยมขึ้นไปแผ้วถางตัดแต่งต้นไม้ที่ไม่จำเป็นออก เมื่อถางไปก็พบเศียรพระพุทธรูปโผล่อยู่บนดิน จึงช่วยกันขุดดินบริเวณนั้นออกและได้พบพระพุทธรูปที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ได้ช่วยกันทำความสะอาดและประดิษฐานไว้ที่เดิม ต่อมาภายหลังได้สร้างวิหารคลุม

ประชาชนจึงเรียกชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระโบสถ์เขาตก ต่อมามีพระภิกษุที่จำพรรษาชื่อภิกษุอ้นได้พอกปูนโอบรอบองค์พระทำให้องค์พระโบสถ์เขาตกมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีหน้าตักกว้างถึง 4 ศอก ดังที่เห็นได้ในปัจจุบัน ประชาชนโดยทั่วไปในตำบลชะแล้และใกล้เคียงจะให้ความเคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปนี้เป็นอย่างมาก โดยมีความเชื่อในเรื่องการบนบานศาลกล่าว เพื่อให้ได้ในสิ่งที่มุ่งหวัง  และส่วนมากก็สมหวังในสิ่งที่ต้องการ ก็จะมาทำการแก้บนอยู่ตลอด   โบสถ์เขาตกหรือวิหารพระโบสถ์เขาตกเป็นศาลาชั้นเดียวทรงไทยภาคกลางประยุกต์ ครึ่งล่างก่ออิฐถือปูน ส่วนครึ่งบนเป็นไม้ระแนงโดยรอบ ปัจจุบันได้รับการบูรณะให้สวยงาม หน้าบันเป็นหลังตาซ้อน ๒ ชั้น งามเด่นด้วยใบระกาและนาคสะดุ้ง หลังคามุงด้วยกระเบื้อง

และยังมีในส่วนของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ชะแล้  ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา  เมื่อปี พ.ศ. 2301 พื้นที่ในแถบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาได้เกิดความแห้งแล้งอย่างหนักเพราะฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล ท่านสมภารพรหม (อดีตเจ้าอาวาสวัดชะแล้) ได้ร่วมกับชาวบ้านทำการขุดบ่อน้ำขึั้นตามไหล่เขารอบ ๆ วัดชะแล้  มีอยู่หนึ่งชื่อบ่อชะแล้เมื่อขุดเสร็จแล้วน้ำไม่เคยแห้งเหือด

ทำให้ชาวบ้านในบริเวณนั้นและตำบลใกล้เคียงมาตักกินกันได้ตลอดเวลา ชาวบ้านเชื่อว่าถ้าได้ดื่มจากบ่อแล้วจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ จนเรียกชื่อติดปากว่าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ชะแล้ บ่อชะแล้ก่อสร้างมาประมาณกว่า 230 ปี ตามหลักฐานที่เป็นข้อเขียนแบบร้อยแก้วของคุณตานุ่ม  ศิริเสถียร ซึ่งพิมพ์เป็นอนุสรณ์เมื่อครั้งทอดกฐินวัดชะแล้  

ขอบคุณข้อมูลรูปภาพ : ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ สำนักทรัพยากรการเรียนรู้คุณหญิงหลง อรรถกระวีสุนทร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เรื่องที่เกี่ยวข้อง