ลงนาม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

บอกเพื่อนคุณ
บันทึก...มาซาโอะ เซโตะ บุตรชายสายลับญี่ปุ่น | เมืองสงขลา
12 ตุลาคม 2560 | 3,582

บุตรชายของสายลับแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ที่ถูกส่งมายังเมืองสงขลา ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา

"มาซาโอะ เซโตะ" เกิดที่จังหวัดภูเก็ตในปี พ.ศ.2474 บิดาของเขาเป็นหมอและสายลับแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น แม่ของเขาเป็นคนจีนภูเก็ต ชื่อ "เสียน แซ่ตั้ง" เขาเติบโตขึ้นมาในเมืองสงขลา วิ่งเล่นกับเด็กๆในเมือง โดยมีเพื่อนรุ่นพี่ชื่อว่า "เปรม" (เปรม ติณสูลานนท์) เมื่อเขามีอายุถึงเกณฑ์ เขาจึงถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ตลอดชีวิตของเขาเป็นช่วงเวลาแห่งความเหงา ความยากลำบาก

มาซาโอะ เซโตะ ลูกชายของ ฮิซาโอะ เซโตะ จารชนชาวญี่ปุ่นที่ถูกส่งมาแฝงตัวอยู่ในประเทศไทย ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา ประมาณ 4-5 ปี โดยเคลื่อนไหวอยู่ในหลายพื้นที่ของภาคใต้ รวมไปถึงกรุงเทพมหานคร สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ฮิซาโอะ เซโตะ เข้ามาอยู่ในรูปของการเปิดร้าน ขายยา และรักษาผู้ป่วย ในลักษณะของคลินิกเอกชน ชาวบ้านในเมืองสงขลาจึงเรียกฮิซาโอะว่า "หมอ" อย่างเต็มปาก โดยชาวสงขลาจะรู้จักกันในนาม "หมอไคเซ" หรือ "หมอญี่ปุ่น" ช่วงที่หมอไคเซอยู่ในภาคใต้นั้น ยังมีชาวญี่ปุ่นอีกเป็นจำนวนมาก ที่เข้ามาประกอบธุรกิจอื่นๆ เช่น ร้านค้า ร้านถ่ายรูป และเซลแมน ไม่แปลกเลยที่เขาว่ากันว่า คนสงขลาบางคนอาจมีเชื้อสายญี่ปุ่น โดยหมอไคเซได้เคลื่อนไหวอยู่ใน จังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช ปัตตานี ตลอดจนคาบสมุทรมลายู

มาซาโอะ เซโตะ เกิดที่จังหวัดภูเก็ต ก่อนจะย้ายไปอาศัยอยู่กรุงเทพระยะหนึ่ง จนเมื่อเขาอายุได้ 4 ขวบ มาซาโอะได้ย้ายมาอยู่ที่สงขลา ตามพื้นที่ปฏิบัติการลับของพ่อ โดยฮิซาโอะ เซโตะได้มาเช่าอาคารอยู่ใจเมืองสงขลา และเปิดร้านหมอขึ้นตรงบริเวณสี่แยกดอนรัก โดยมาซาโอะ โดยสารเรือจากกรุงเทพฯ มายังเมืองสงขลา โดยได้มีการบันทึกเหตุการณ์ และบรรยากาศของเมืองสงขลาในวันนั้นไว้ว่า "...เช้าวันที่ 3 หลังออกจากพระนคร ผ่านเกาะใหญ่ เล็ก 2 เกาะ ที่เรียงกันเป็นสัญลักษณ์ของสงขลา คือ เกาะแมวและเกาะหนู ตัดผ่านหาดสมิหลา เทียบท่าสะพานเล็กๆ ในทะเลสาบสงขลา เมื่อขึ้นจากเรือก็ได้กลิ่นปลาขึ้นจมูก เป็นจุดใกล้ตลาดสงขลา ที่สกปรกและสับสนวุ่นวาย คุณพ่อเช่าบ้านหลังใหญ่เป็นตึกฝรั่งสีขาวที่อยู่ที่มุมถนน ใกล้ๆ วัดดอนรัก เปิดกิจการ "โรงหมอไคเซ" คุณพ่อรักษาคนยากจนโดยไม่เก็บเงิน จึงเป็นที่รักใคร่ คนไทยเรียกกันว่า "หมอไคเซ" ส่วนคนอิสลามเชื้อสายมลายู เรียกกันว่า "ด็อกเตอร์จารันจารัน" เป็นที่เคารพยกย่องและรักใคร่ของทุกคน..." จากบันทึกข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คน สภาพบ้านเมือง สภาพสังคม ตลอดจนความเป็นอยู่ของคนสงขลาฝั่งบ่อยาง โดยจากบันทึกเราพอจะทราบว่า เมืองสงขลาขณะนั้น เริ่มมีการนำสถาปัตยกรรมแบบยุโรปเข้ามาแล้ว และชาวสงขลาเป็นมิตร มีอัธยาศัยที่ดี ยอมรับคนต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม

มาซาโอะ ยังมีการอธิบายถึง "โรงหมอไคเซ" อันเป็นโรงหมอที่ชาวบ้านชาวเมืองสงขลา นิยมพากันมารักษา เนื่องจากรักษาฟรีไม่เก็บตังค์ (ของฟรีใครไม่ชอบบ้าง) "โรงหมอไคเซ" ตั้งตระหง่านอยู่ตรงบริเวณสี่แยกวัดดอนรัก "บ้านของเราหันหน้าไปทางทิศเหนือ แต่ชั้น 2 มีหน้าต่างทั้งสี่ด้าน ลมถ่ายเทได้ดี จึงเย็นและอยู่สบาย ตรงมุมซ้ายกลางติดกับวัดดอนรัก ล้อมรอบด้วยกำแพงที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ด้านนอกกำแพงนั้น มีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ จากตรงนั้นห่างออกไปประมาณ 500 เมตร ในแนวเดียวกัน เป็นเรือนจำสงขลาที่อยู่ในกำแพงสูงล้อมรอบด้วยอิฐแดง ด้านขวามือเดินไปตามถนนเพชรคีรี ไม่ถึง 10 นาที ก็จะเป็นสถานีรถไฟสงขลา ซึ่งเงียบเหงา ข้างสถานีมีโรงแรมรถไฟเก่าๆ มุมด้านทิศตะวันตกมีโรงแรมไม้สกปรก แต่มีสาวๆ แต่งตัวสวยงามมาออกันริมหน้าต่าง ทานอะไรบางอย่างบ้าง คุยกันบ้าง ตกกลางคืนจะเห็นแสงไฟจากประภาคารบนเขาตังกวน ใกล้หาดสมิหลา" บันทึกตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบโรงหมอไคเซ ตั้งแต่เรือนจำ สถานบันเทิงยามค่ำคืน และสถานีรถไฟสงขลา

เมื่อกล่าวถึง "สถานีรถไฟสงขลา" ก็ทำให้อดนึกถึงช่วงเวลาในอดีตเป็นไม่ได้ จินตการถึงตอนที่มีหัวจักรแล่นมาจอดยังสถานีแห่งนี้ คงจะเป็นภาพที่คลาสสิกน่าดู ผู้เขียนไม่อาจบรรยายภาพในตอนนั้นให้เห็นได้ เนื่องจากเกิดไม่ทัน รับรู้เพียงแค่ว่าสถานีรถไฟสงขลาสมัยก่อนนั้นคึกคักมาก ก่อนที่ซบเซาลงเรื่อยๆ จนปิดทำการไปในที่สุด เมื่อปี พ.ศ.2521 ปัจจุบันยังเหลือไว้แต่ป้ายสถานี และตัวอาคารสถานี ซึ่งปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนเป็นร้านน้ำชากาแฟ ส่วนบริเวณรอบๆ ก็กลายเป็นตลาดสดและตลาดนัด ที่เราเรียกกันว่า "หลาดรถไฟ" หรือ "หลาดวันอาทิตย์" อันเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา

หลังสงครามมหาบูรพาเสร็จสิ้น ญี่ปุ่นไม่ยอมรับว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่น โดยขอสัญชาติเป็นคนไทยก็ไม่ได้ เพราะปัญหาด้านเชื้อชาติ เขาต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาความเป็น "ผู้มีสัญชาติ ตามกฏหมาย" เช่นมนุษย์คนอื่น ๆ จนกระทั่ง วัย 36 ปี จึงได้สัญชาติไทย และเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ มีชื่อไทยว่า "นายวิวัฒน์ ศรีตระกูล" และจากบันทึกของมาซาโอะ เซโตะ ที่เราได้กล่าวข้างต้น เป็นหลักฐานที่มีค่าและความสำคัญยิ่ง ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์สภาพบ้านเมืองของสงขลาในอดีต บันทึกของท่านยังมีอีกหลายมุมลองไปหาอ่านกันดูนะครับ..

ขอบคุณข้อมูลดีๆ: THE SINGORA FANPAGE / รถไฟไทยดอทคอม
เรียบเรียงใหม่: หาดใหญ่โฟกัส