หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP IOS
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP ANDROID
ติดต่อลงโฆาณา หาดใหญ่โฟกัส หางานหาดใหญ่
บอกเพื่อนคุณ
"หินสีครีม"ช่างซ่อมหนังสือหนึ่งเดียวในย่านเมืองเก่าสงขลา
28 ธันวาคม 2565 | 4,733

หินสีครีม นามปากกาของ ชาญชัย ยงรติกุล นักซ่อมหนังสือ อีกหนึ่งอาชีพที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นชิน ด้วยหลายปัจจัยทั้งด้านเทคโนโลยี สภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนในปัจจุบัน อาจทำให้รูปแบบการอ่านจากตัวเล่มหนังสือกระดาษถูกแทนที่ด้วยสื่อออนไลน์ แต่สำหรับอาชีพนักซ่อมหนังสือหรือคนทำหนังสือไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยปัจจัยดังกล่าว กลับยังมีเสน่ห์พร้อมชวนให้เราเข้าไปทำความรู้จักมากยิ่งขึ้น

จุดเริ่มต้น ค้นพบตัวเอง ความชอบจนกลายมาเป็นอาชีพ

พ่อเป็นคนเบตง ส่วนแม่เป็นคนหาดใหญ่ แต่ไปทำงานที่ระยองกัน เราจึงเกิดและเติบโตที่นั่นจนกลับมาอยู่ที่หาดใหญ่ช่วงเรียนจบมัธยม ไม่ได้เรียนจบ แต่มาใช้ชีวิตเลย เริ่มจากความชอบด้านดนตรี เรียนรู้กับคนเก่ง เรียนดนตรีหลายปี พอถึงจุดนึงรู้ว่าทำได้ไม่ดีพอก็เลยหยุด และหันไปจับงานศิลปะ วาดรูป ทำผ้าบาติก แกลอรี่ อยู่สักพัก จนตอนหลังเริ่มเขียนหนังสืออย่างเป็นเรื่องเป็นราวโดยเริ่มจากการเขียนกวี เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบจดบันทึกตั้งแต่เด็ก เขียนบันทึก ซึ่งแต่ก่อนเวลาเรามีเรื่องหวั่นไหว ไม่มีเพื่อนที่จะแชร์ หนทางเดียวที่จะระบายมันออกมาได้นั่นคือการบันทึก แค่ได้เขียนไม่ต้องให้ใครอ่านเราก็โล่งแล้ว มันได้เอาออกแล้ว ถ้าเราไม่ได้เขียนมันจะอั้นอยู่ข้างในแล้วจะเป็นทุกข์ พอได้เขียนออกไปความทุกข์มันก็หายไปอยู่ในที่เราบันทึกแล้วเราก็ใช้ชีวิตต่อ เราก็ทำแบบนั้นมาเรื่อย แต่ไม่ได้อยากจะเป็นนักเขียนนะ ตอนนั้นแค่บันทึกเรื่องราวตามปกติ

พอเริ่มเขียนกวีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เริ่มขวนขวายหาหนังสือมาอ่านมากขึ้น หนังสือเริ่มแรกก็เริ่มจากหนังสือแปล พระจันทร์เสี้ยว (ผู้เขียน รพินทรนาถ ฐากูร) ซึ่งเป็นงานแปลชั้นยอดที่เราได้มีโอกาสไปเจอว่าหนังสือมันดี แล้วก็ค้นหาอ่านเล่มต่อไปของนักเขียนคนนี้ และนักเขียนที่คนนี้พูดถึงด้วย ก็อ่านต่อไปเรื่อย พออ่านและเขียนได้ถึงจุดนึง เราก็เริ่มอยากเขียนหนังสือ เราก็เลยเริ่มรวบรวมหนังเขียนทางหาดใหญ่ มานั่งคุยกันว่าจะเริ่มทำหนังสือ โดยจุดเริ่มต้นเริ่มจากการทำนิตยสาร โดยใช้ชื่อนิตยสารว่า ควนป่านาเล ทำอยู่ได้ประมาณ 4-5 ปกก็เลิกไปก่อน ต่างคนต่างแยกย้าย แล้วเราก็เริ่มมาเปิดสำนักพิมพ์ ระหว่างนั้นก็เริ่มทำหนังสือทำมือแบบง่ายๆ หลังจากนั้นคิดจะทำสำนักพิมพ์ เลยเริ่มไปเรียนรู้กระบวนการทำเล่ม การเย็บกี่ หาวิธีการทำเอง ไม่ได้มีคนสอน ตอนนั้นก็รื้อหาหนังสือของอากงที่บ้าน รื้อทั้งเล่มเพื่อดูโครงสร้าง ว่าการเย็บกี่ หรือการเดินด้ายเค้าทำกันยังไง จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง รู้จักวิธีการเจาะรู กี่รู วิ่งขึ้นวิ่งลง เชื่อมยกต่อยกยังไง เห็นคร่าวๆ แต่ก็รู้มากขึ้น จากที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย เริ่มทดลองทำไปเรื่อยๆ เอาด้ายกับเข็มมาเย็บต่อกันจนทำไปทำมาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ซับซ้อนอะไร จนเกิดความเชี่ยวชาญมากขึ้นเอง

รื้อของเก่าออกก่อนแล้วมาประกอบใหม่ คุณต้องกล้าหน่อยไม่ต้องกลัว

จุดเริ่มต้นของการซ่อมหนังสือ เหมือนเพื่อนเอาหนังสือมาให้ซ่อมเราก็ซ่อมให้ แรกๆ ของเพื่อนก็กล้าทำหน่อยเพราะของเพื่อนทำยังไงก็ได้ ถ้าเละเพื่อนก็ไม่ว่า แล้วเราก็เริ่้มรู้ทาง กล้าฉีกกล้าลอง ทำไปเรื่อยเริ่มจับทางได้รู้ทางก็มีคนมาให้ซ่อม เพื่อนบ้าง ผู้ใหญ่บ้างบางทีเขาให้เราคิดค่าซ่อม แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะคิดราคาเท่าไร ก็เป็นแบบปากต่อปาก เพื่อนของเพื่อนอีกที ใครมีหนังสือเขาก็ส่งมาให้เราซ่อม เริ่มมีคนโทรมา เริ่มเป็นที่รู้จักนอกจากวงของเพื่อนเราแล้ว แบบใครก็ไม่รู้ส่งหนังสือมาให้เราซ่อม ก็นัดวันว่าจะเจอกันที่ไหน เพราะตอนนั้นเราไม่มีหน้าร้าน ปีนึงมีหน้าร้านอยู่สองครั้งที่งานหนังสือม.อ. ช่วงนั้นเราอยู่ที่บ้าน ก็เลยนัดเจอกันที่บ้านบ้าง ร้านกาแฟบ้าง ก็เริ่มต้นจากแบบนั้นก่อน แบบไม่มีหน้าร้าน แต่ก็ยังไม่ได้เปิดตัวเต็มที่ แต่คนก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น ส่งหนังสือมาให้เราซ่อมมากขึ้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ได้ซ่อมอย่างเดียวเราทำสมุดด้วย เขียนหนังสือด้วย คือเราทำหลายอย่าง จนถึงจุดที่ตัดสินใจว่าจะเปิดหน้าร้าน

ร้านซ่อมหนังสือ สมุดทำมือ แห่งเดียวในย่านเมืองเก่าสงขลา

พอถึงจุดที่เปิดหน้าร้านก็คือทุกอย่างเต็มหมด ผมก็เริ่มเปิดตัวเองด้วย เปิดรับเข้ามา เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าเยอะแล้วมันปวดหัว พอเริ่มรับหน้าที่ทำธุรกิจ ถ้าเปิดแล้วก็ต้องพามันให้ไปรอด เริ่มเปิดมากขึ้นผลิตมากขึ้น มีชื่อมีป้ายขึ้นหน้าร้าน มีความกล้าที่จะขึ้นป้าย เมื่อก่อนการขึ้นป้ายนี่หมายความว่าเราต้องเดินทางยาก เพราะผมชอบเดินทาง ช่วงไฮซีซันเราก็จะขึ้นไปเวิร์คช็อปที่ภาคเหนือ ก็จะมีอีกภาคนึงไปเปิดเวิร์คช็อปที่นู่น ทำสมุด ย้อมผ้าสีธรรมชาติ สีใบไม้ สีก้อนหิน มีคณะดนตรีมาจัดนิทรรศการ พอหมดฤดูก็กลับ แต่พอเริ่มหนาวเข้าเดือนพฤศจิกายนเราก็จะขึ้นไป

เป็นอะไรที่กลัวมาตลอด เวลาเปิดปิดของร้าน ผมไม่มีเวลาเปิดปิดร้าน เพราะผมกลัวลูกค้าด่า กลัวว่าลูกค้ามาแล้วเห็นเวลาเปิดแต่ไม่เปิด ผมก็เลยต้องทำแบบนี้ ถ้าเกิดต้องการมาจริง ๆ นัดมาเลยวันเวลา คุณไม่ผิดหวังแน่นอนเพราะผมอยู่ แต่ถ้าคุณมาไม่นัดไม่โทร ผมไม่อยู่อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ วันที่เราเปิดคุณไม่มา ก็เลยเริ่มเปิดคอนเนคกับกลุ่มต่างๆ กลุ่มนักเขียนบ้าง ทุกกลุ่มที่ขับเคลื่อนอยู่ในระแวกนี้ เริ่มติดต่อกันช่วยกันดูแลมากขึ้น

เวลาเราได้หนังสือมาแต่ละเล่มมีความเสียหายมากน้อยแตกต่างกัน เราจะมีวิธีการซ่อมอย่างไร

เหมือนคนไข้เลย หนังสือเล่มหนึ่ง ต้องวิเคราะห์ต้องมาดูว่าหนังสือเป็นอะไร ขาดตรงนี้เสียหายตรงนี้เกิดจากอะไร ตรงนี้เกิดจากตรงนี้ ก็ต้องหาสาเหตุมันก่อนแล้วก็ดูภาพรวมว่าซ่อมเฉพาะจุดได้ไหม หรือว่าต้องเปลี่ยนทั้งชุด เหมือนแบบนี้เย็บต่อกระดูกได้ไหม หรือว่าต้องตัดทิ้ง หรือว่าต้องเปลี่ยนใหม่ ก็ต้องดูว่าสภาพหนังสือนั้นมายังไง แล้วก็ดูตัวกระดาษ กระดาษเนี่ยสำคัญว่ากระดาษมันเสื่อมมากน้อยแค่ไหน ตัวกระดาษบางตัวมันหมดสภาพ เขาจะเรียกว่า 'กระดาษกรอบ' กระดาษกรอบนี่แค่คุณหยิบมันก็ติดมือติดนิ้วคุณแล้ว แค่คุณเปิดปิด เปิดหน้านึงมันก็หักเลย เรารู้โครงสร้างเราก็มีความกล้า ถ้าตัดก็ตัด ผ่าก็ผ่าเลย กรีดเลยเพราะเรารู้โครงสร้างหลักของมันเป็นยังไงทำให้เรากล้าที่จะกรีดมัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็กรีดไปแล้ว เพราะถ้าเราไม่รู้โครงสร้างเราก็จะไม่กล้า เหมือนพอเรารู้โครงสร้างว่าข้างในมันเป็นยังไง การกรีดก็ไม่มีปัญหา เพราะเรากรีดตั้งแต่ยังไม่รู้จนเราชำนาญ

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปกับเสน่ห์ของหนังสือที่ไม่เปลี่ยนแปลง

พูดแบบไม่อ้อมค้อมเลย ทั้งคนอ่านหนังสือเล่มทั้งคนไม่อ่านหนังสือเล่ม ตอนนี้ก็อ่านจากหน้าจอมือถือเสียเวลากับเรื่องนี้กันเยอะ มือถือดูดเวลาคนกลุ่มนี้ไปเยอะ แต่คนที่อ่านหนังสือเล่มก็ยังคงหาเวลาอ่านมันอยู่ดี แต่คนที่ไม่อ่านก็อาจจะไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาเรียนรู้ ไม่ฝึก คนที่อ่านมาก่อนหน้าแล้ว มันถูกฝึกมาก่อน ก่อนที่จะมีเฟสบุ๊ก ไอจีจะมีอะไรต่าง ๆ คนที่เคยอ่านมาก่อนมันมีภูมิในการฝึกมาก่อนแล้ว จะอยู่กับหนังสือ จะอยู่อะไรยังไง เห็นเสน่ห์ของมันแล้วว่าหนังสือมันมีเสน่ห์ยังไง หนังสือพกพาไปได้ทุกที่ คุณไม่ต้องชาร์จแบต อ่านหนังสือคุณจะอ่านยังไงก็ได้ จะตีลังกาอ่าน จะอ่านตอนไหนก็ได้ มันอิสระมาก ได้สัมผัสหน้าต่อมา มีกลิ่นด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่มีประสบการณ์แบบนี้ทั้งชีวิตเขาจะไม่เลิกอ่านถ้าสายตาเขายังดี แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับว่ายุคนี้มันเปลี่ยนไป ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ มือถือเนี่ยถ้าเราเลือกจะอ่านเราก็จะได้ความรู้อีกแบบนึง ก็อ่านเหมือนกันแล้วได้ความรู้เหมือนกัน เพียงแต่การรับรสมันอาจจะเร็วไปหน่อยและมากไปหน่อย เหมือนคุณกินอาหารจานเดียวอะ แต่มันอร่อยอะแล้วคุณก็ลิ้มรสอาหารจานนี้แบบรู้รสชัด เปรี้ยวหวานมันเค็ม ไม่หลง แต่ในขณะเดียวกันคุณไปเจอเฟสบุ๊กเหมือนเชฟ ทำมา 10 เมนู 20 เมนู 30 เมนู ให้คุณอัด กินทีเดียว คุณก็รู้สึกมึน มึนข้อมูล เหมือนกินแบบไม่รู้รส แต่หนังสือเล่มเหมือนกินอาหารจานเดียว คุณสามารถละเมียดละไมกับมันได้ในการรับรู้รสต่าง ๆ แต่เฟสบุ๊ก จอมือถือเนี่ยมันไม่ได้ เพราะว่าเดี๋ยวคุณก็ไปชิมเมนูนู่นอีกแล้ว เดี๋ยวพอเสร็จคุณก็ไปชิมอันนี้อีกแล้ว เป็นอย่างนี้ซึ่งมันหลากหลายเมนูมากนี่คือความต่าง

หนังสือไม่ได้หายไปตามกาลเวลา มันก็คือการต่อยอดของมันได้

ถ้ามันจะหายไปตามกาลเวลา ผมว่าไม่มีทาง ไม่มีทางเด็ดขาด แล้วถ้าพูดถึงอีบุ๊ค ผมพูดตรง ๆ เลย ณ ปัจจุบันนี้ผมก็ยังใช้ไม่เป็น ขนาดเราอยู่ในวงการชอบอ่าน แต่เราก็ยังใช้ไม่เป็น แต่ถ้าโอนเงิน แอพนู่นนี่นั่นผมใช้เป็นนะ เราก็เรียนรู้มันแล้วทำได้ แต่อีบุ๊กผมยังไม่เคยมีจังหวะที่จะต้องไปเรียนรู้มัน นี่ขนาดเราสนใจ แล้วคุณว่าประเทศเรามีคนสนใจเรื่องพวกนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วมันจะเอาจะเวลาไปอ่านอีบุ๊ก ผมว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่อีบุ๊กจะมาแทนหนังสือเล่ม ผมว่ามันไม่น่าจะได้ ยิ่งคนรุ่นเก่า ๆ นี่หมดสิทธิ์ แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่นี่ไม่แน่ แต่ถ้าคนรุ่นเก่าที่อ่านหนังสือเล่มจะไปอ่านอีบุ๊กนี่หมดสิทธิ์ เพราะว่าเขาติดรสนิยมจับหนังสือเล่ม เขารู้รสแล้วว่า รสนี้มันนิ่งกว่า มันสุขุมกว่า อันนี้มันแข็งกระด้าง สำหรับผมว่าไม่หมด

เราได้มากกว่าความรู้จากการอ่าน การเขียน จากอาชีพช่างซ่อมหนังสือหรือคนขายหนังสือ

ผมขอเรียกมันรวม ๆ ว่า 'วรรณกรรม' ทุกอย่างเป็นวรรณกรรมที่ผมทำ กล้าพูดว่าชีวิตผมเติบโตพอ เข้าใจโลกพอ เข้าใจมนุษย์พอ เข้าใจอะไรพอ เพราะวรรณกรรม เพราะหนังสือ หนังสือทำให้เราเติบโต แล้วถ้าเรายังไม่หนีมัน มันก็ทำให้เราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้เราเติบโตข้างใน หนังสือที่ดีมันจะให้เรื่องนึง ทุกเล่มหนังสือทุกเล่มอ่านแล้วเราฉลาดขึ้น เราจะมีวุฒิภาวะมากขึ้น แล้วถ้าเกิดว่าเราสั่งสมไปเรื่อย ๆ เราก็จะเติบโตไปเรื่อย ๆ เข้าใจอะไรมากขึ้น เราจะนิ่งขึ้นกับกระแสที่มันปั่นป่วน มันจะให้เรื่องพวกนี้กับเรา ยิ่งเราเจาะลึกหนังสือแต่ละแนวที่เราชอบด้วย ลงเรื่องจิตวิญญาณ ลงเรื่องอะไรต่าง ๆ แล้วไปเจอหนังสือดี ๆ เราต้องรู้ด้วยว่าหนังสือไหนดีหรือไม่ดี เราก็เจาะลงไปไล่ลงไป ผมเริ่มจากอ่าน หนังสือที่เอามาขายทุกเล่มผมอ่านหมด อ่านมาก่อนแล้วก่อนที่จะเอามาวาง บางเล่มก็ต้องไล่อ่าน บางเล่มก็เพิ่งออก นี่ก็เพิ่งไปสั่งมา เราชอบอยู่แล้ว เราเติบโตมากับหนังสือเรากล้าพูดว่าวรรณกรรมทำให้เราเติบโต ถ้าถามว่าหนังสือเล่มจะหายไหม? ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มไม่วันหาย ที่อื่นจะตายก็แล้วแต่ ที่ผมไม่มีวันหายไป ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ เพราะผมก็จะทำ

ช่องทางการติดต่อ Facebook Pages : ร้านซ่อมหนังสือ สมุดบันทึกทำมือ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง