หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

ซื้อประกัน เดินทางออนไลน์
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP IOS
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP ANDROID
บอกเพื่อนคุณ
กว่าจะก้าวเข้ามาเป็น"ผศ.ดร.พรไทย  ศิริสาธิตกิจ" (อาจารย์หนุ่ม) กับเส้นทางและจุดมุ่งหมายในชีวิตที่แลกมาด้วยความพยายาม
27 มิถุนายน 2564 | 5,783

กลับมาพบกันในปลายเดือนมิถุนายน กับเรื่องราวแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต การตั้งความสำเร็จจนสามารถไปถึงฝั่งฝัน ล่าสุดหาดใหญ่โฟกัส มีโอกาสได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.พรไทย  ศิริสาธิตกิจ (อาจารย์หนุ่ม) อายุ 48 ปี ถึงจุดผันในชีวิต และเส้นทางการเดินสู่ตำแหน่งหน้าที่การงานจนสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติอาจารย์หนุ่ม  ตอนนี้ตำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการฝ่ายสื่อสารองค์กรและองค์กรสัมพันธ์  มหาวิทยาลัยทักษิณ

พ.ศ. 2558 ปรด.(พัฒนศึกษา) มหาวิทยาลัยศิลปากร

พ.ศ. 2547 ศศม.(รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

พ.ศ. 2541 ศศม.(ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

พ.ศ. 2538 นศบ.(วิชาเอกการหนังสือพิมพ์ วิชาโทรัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรังสิต

สำหรับเส้นทางในชีวิตวัยเด็ก 

-ผมเกิดในตำบลเขานิพันธ์ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ความทรงจำของผมต่อบ้านเกิดนับแต่จำความได้คือ บ้านผมเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับคอมมมิวนิสต์ พ่อกับแม่ผมซึ่งเป็นครูทั้งคู่ จึงส่งผมและพี่ ๆ ไปเรียนอนุบาลที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่อนุบาล โดยมียายเป็นคนดูแล เมื่อสถานการณ์ต่อสู้สงบลงผมจึงกลับไปเรียนต่อประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนเขานิพันธ์ ป.1-ป.6 เพื่อร่วมชั้นผมอ่านหนังสือด้วยตะเกียงนำมันก๊าด หลังจากที่ผมจบ ป.6 ผมเข้าไปเรียนมัธยมที่อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี  พ่อกับแม่ต้องการให้ผมเรียนรู้ที่รับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ผมเลยตัดสินใจตามที่ท่านต้องการจึงได้ย้ายผมไปเรียนที่โรงเรียนศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

เส้นทางวัยมหาวิทยาลัย

-ในช่วงนั้นเองผมจบมัธยมปลายด้วยเกรดเฉลี่ยนไม่ถึง 2.00 เกรดเฉลี่ย บอกถึงความตั้งใจเรียนของผมได้ดีว่ามันน้อยมาก แม่จึงให้ผมไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีคุณภาพ หากแต่ค่าเทอมสูงมากแม่จึงต้องหยิบยืมเพื่อน ๆ มาจ่ายค่าเทอมให้ผมหลาย ๆ ครั้ง ผมรับรู้ความลำบากของแม่มาตลอด  จึงเริ่มปรับตัวเองนับตั้งแต่ปี 1 เทอม 2 จนถึง ปี 4 ผมตั้งใจเรียนอย่างมาก เพราะหนึ่งก็เกรงใจแม่ที่สนับสนุนผมอย่างเต็มที่ ผมเลยเต็มที่กับการเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต ในการเรียนนั้นผมที่มีโอกาสได้ปฏิบัติจริง

จนมาถึงในวันที่ผมมวันที่ผมรับปริญญาตรี ช่วงนั้นเองแม่ผมโล่งใจมากซึ่งในตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คุณแม่เขียนจดหมายให้กำลังใจและแสดงถึงความเชื่อมั่นในตัวผมมาก 

จุดเปลี่ยนในชีวิต สู่การทำงาน 

หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาตรี มีบริษัทและองค์กรด้านข่าวได้ติดต่อให้ผมไปทำงานด้วยทันที แต่ทว่าความคิดผมเริ่มเปลี่ยนผมอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจึงปฏิเสธคำชวนจากรุ่นพี่เลือกมาเรียนต่อปริญญาโท เริ่มเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยตาปี

ต่อด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้  จึงหันมาสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช อยู่ประมาณ 5 ปี จากนั้นผมจึงสอบเรียนต่อปริญญาเอก พร้อมกับลาออกมาเรียนแบบเต็มเวลาผมเรียนทุนส่วนตัวไป 2 ปี จนได้รับทุนอุดหนุนจากโครงการพัฒนาอาจารย์และบุคลากรสำหรับ​สถาบันอุดมศึกษาในเขตพัฒนาเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ (บุคคลทั่วไป) โดยมีมหาวิทยาลัยทักษิณรับเป็นหน่วยในการรับเข้าทำงานหากจบการศึกษา และเมื่อจบการศึกษาผมจึงเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยทักษิณ มาจนถึงปัจจุบัน

แรงกดดัน และแรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิต

-ผมผ่านการเรียนปริญญาเอก มาถึง 2 มหาวิทยาลัย ถึงจะจบการศึกษา แรงกดดันตอนเรียนปริญญาเอกหากเรียนไม่จบผมจะต้องตกงานและต้องใช้ทุนคืน ซึ่งถือว่าหนักมากสำหรับคนที่มีครอบครัวแล้วแถมยังมีลูที่กยังเล็ก ผมจึงฮึดสู้จากกำลังใจของครอบครัว เพื่อน ๆ และอาจารย์ที่ปรึกษา  บทเรียนและแรงกดดันในขณะนั้นทำให้ผมเรียนรู้ที่จะหาทางออก มีความอดทนสูง และเรียนรู้ว่าชีวิตเราขาดการช่วยเหลือและแบ่งปันกันไม่ได้  หลักการนี้นผมนำมาใช้กับการทำงานบริหารด้วยครับ

อะไรคือจุดมุ่งหมายสำคัญ ที่ทำให้เรามีวันนี้

-สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าลึก ๆ แล้ว 4 จุดมุ่งหมายสำคัญที่แยกออกจากกันไม่ได้ ของผมคือ

1.ความฝันและเป้าหมายของตัวเอง

2. ครอบครัวมีความสุข

3.องค์กรของเรามีชื่อเสียงและเป็นที่พึ่งของสังคม

4. ผู้คนในประเทศของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้ง 4 เป้าหมายนี้ผมเชื่อว่าเราทำลำพังไม่ได้ ต้องช่วยกันทำ ความสำเร็จส่วนตัวจึงต้องเชื่อมกับความสำเร็จ ของสังคมด้วย

ในฐานะที่อาจารย์เป็นอาจารย์ที่สอนหนังสือเด็ก ๆ ในช่วงโควิด-19 ระบาด อยากให้อาจารย์ช่วยเสนอแนะวิธีการปรับตัวในการเรียนออนไลน์ ให้น้อง ๆ หลาย ๆ คนได้เข้าใจหน่อยค่ะ 

-สถานการณ์โควิด 19 ทำให้เราเห็นอย่างน้อย 2 มุม ที่เชื่อมกับการเรียนออนไลน์ มุมแรกผมคิดว่า มุมของการเรียนรู้ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำ  เราได้เห็นว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ในมิติการศึกษาก็มีความเหลื่อมล้ำ เช่นกันการเรียนออนไลน์ ในยุคโควิด 19 ยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่แล้ว เช่น การเข้าถึงอุปกรณ์การเรียน การเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ต สถานที่ในการเรียนก็จำกัด หลายครัวเรือนการไปโรงเรียนคือการเข้าถึงอาหาร แต่เมื่อเรียนที่บ้าน อาหารของครอบครัวก็ไม่เพียงพอ สภาวะแบบนี้ละครับที่เราต้องยอมรับให้ได้ก่อน เพื่อให้เราจัดลำดับของความสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศที่ถูกต้อง ไม่ปล่อยภาระการเรียนรู้เป็นเพียงของประชาชน


ส่วนมุมที่สอง มุมของโอกาส ในช่วงโควิด การเรียนรู้เพื่อพัฒนาพลเมืองของประเทศให้เป็นพลเมืองดิจิทัล นั้น ทำได้รวดเร็วขึ้น อย่างชัดเจน การสร้างสังคมการสื่อสารออนไลน์ การใช้สื่อและเนื้อหาการสอนแบบออนไลน์ การสร้างระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การลงทุนกับระบบไร้สายขนาดใหญ่ การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจถูกทำขึ้นและนำมาใช้มากขึ้น ว่าไปแล้วส่งเหล่านี้เราหวังให้เกิดขึ้นในประเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมดิจิทัลที่ก่อตัวขึ้นทั่วโลกแล้ว 

สถานการณ์โควิด-19 จึงเป็นตัวเร่งความเร็วให้สิ่งเหล่านี้เกิดเร็วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง สังคมที่เราเรียกว่า New Normal กลายเป็น Now Normal ที่ทำไม่ได้ และในมุมนี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนไทยตลอดไปแม้ว่าโควิดจะจบแล้วก็ตาม ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะบังคับให้เกิดการปรับตัวขนาดใหญ่เรื่องการจัดการเรียนรู้รวมทั้งการออกแบบหลักสูตร และวิธีการเรียนรู้ในอนาคตด้วยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง