หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

ซื้อประกัน เดินทางออนไลน์
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP IOS
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP ANDROID
บอกเพื่อนคุณ
ประวัติมัสยิดบ้านพลีใต้ คลองทราย นาทวี
19 กรกฎาคม 2563 | 612

หลาย ๆ คนคงคุนเคยกับมัสยิด เนื่องจากทางจังหวัดสงขลาเป็นเมืองชายแดนที่ต่างมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม และศาสนา 1 ในนั้น เปแ็นศาสนาอสลามที่มีคนนับถืออย่างมากในจังหวัดสงขลา ที่สำคัญยังคงมีมัสยิดที่มีเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วันนี้หาดใหญ่โฟกัส ขอพาทุกท่านไปทราบประวัติมัสยิดบ้านพลีใต้ ของอำเภอนาทวี ไปพร้อม ๆ กัน

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2472  บ้านพลีใต้เป็นหมู่บ้านที่ราษฎรตั้งบ้านเรือนอยู่กระจัดกระจายไม่หนาแน่นเหมือนในปัจจุบัน  การประกอบศาสนกิจของชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามจึงมีมัสยิดถึง 2 แห่ง คือ (1.ข้างบ้านนายดนฟาตะ  ดุหลำยะแม (ในบ้าน) 2.ข้างบ้านนายลีบีน  สาแหละเต๊ะ ซึ่งเป็นที่ดินของนายยีมะเส็น  บ่าวสะหัด) นอกจากนั้นในการทำละหมาดในวันศุกร์ หรือวันฮารีรายอก็จะทำกันตามบ้านเรือนที่อยู่อาศัยบ้าง

ต่อมา สมัยหมื่นนาทวี  ชนเกษม ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านพลีใต้ ท่านก็ได้ใช้บ้านเรือนของท่านเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจแทนมัสยิดอยู่ชั่วระยะหนึ่ง  จึงได้บริจาคที่ดินของท่าน ๑ แปลง มอบให้เป็นที่ตั้งมัสยิด (ข้างบ้านนายดนฟาตะ ดุหลำยะแม (ในบ้าน))โดยจัดสร้างมัสยิดขึ้นเป็นอาคารเรือนไม้ชั่วคราว  เรือนไม้มุงจาก พื้นกระดาน ฝากระดาน มีนายหะยีเส็น  ใหนเด เป็นอิหม่าม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2479 สมัยนายหลิก   ดุหลำยะแม (พ่ออดีตนายบ้านแอ) เป็นผู้ใหญ่บ้านและมีโต๊ะครู หะยีสนิ  สมะอู (พ่อบาบอยูม)ได้เป็นผู้ประสานเกลี่ยกล่อมและชวนเชิญให้ชาวบ้านพลีใต้ ซึ่งเดิมมีมัสยิดอยู่ 2 แห่ง ได้มาร่วมกันใช้มัสยิดแห่งเดียวกัน โดยชี้แจงให้ทราบเหตุผลว่า เนื่องจากหมู่บ้านพลีเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ และเป็นหมู่บ้านเดียว ก็ควรจะใช้มัสยิดรวมกัน เป็นที่แห่งเดียวเท่านั้น โดยได้ทำการรื้อถอนมัสยิดอีกแห่งหนึ่ง(ข้างบ้านนายลีบีน  สาแหละเต๊ะ ซึ่งเป็นที่ดินของนายยีมะเส็น  บ่าวสะหัด ) ให้มาอยู่รวมกันในที่ดินของ หมื่นนาทวี ชนเกษม บริจาคเพียงแห่งเดียว (ข้างบ้านนายดนฟาตะ  ดุหลำยะแม (ในบ้าน) ) และมี นายหะยีมะตำ  ใหนเด (พ่อของนายดนสุโกด ใหนเด) เป็นอิหม่าม

ต่อมาปี พ.ศ. 2492  มัสยิดแห่งนี้ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย และในปี พ.ศ. 2505 นายหะยีมะตำ ใหนเด โต๊ะอิหม่ามได้พิจารณาเห็นว่า มัสยิดแห่งนี้ชำรุดและคับแคบมาก ประกอบกับสถานที่ไม่เหมาะสม จึงได้ประชุมปรึกษาหารือสัปบุรุษ ในหมู่บ้าน มีมติให้จัดสร้างมัสยิดขึ้นใหม่ และย้ายสถานที่ตั้งใหม่ มาอยู่ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบันนี้ โดยมีผู้บริจาคที่ดินให้เป็นที่ตั้ง คือ

1.นายเจะโกะ   สาหมัด (พ่อของนายมูด  สาหมัด)   มอบให้ 3  งาน  14 ตารางวา

2. นายสาและ   สาสัน (พ่อของนายสุเบต  สาสัน)  มอบให้  2 งาน   20  ตารางวา

3.  นายมาเกบ  บูยูโซ๊ะ(พ่อของอามีเนาะ บูยูโซ๊ะ)   มอบให้ 3 งาน    90   ตารางวา

4.  นางไหมมูเน๊าะ  หมานขมิ๊  (แม่ของนางเนาะ (บ้านต้นลาน) มอบให้ 1 งาน 26

ตารางวา  รวมเป็นเนื้อที่ทั้งสิ้น  3 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา 

โดยเริ่มทำการก่อสร้างมัสยิดหลังใหม่ขึ้นในวันที่ 9  พฤษภาคม พ.ศ. 2506โดยมีนายหะยีมะตำ ใหนเด เป็นโต๊ะอิหม่ามอำนวยการก่อสร้างไปได้ 3  ปี โดยได้หล่อเสา คาน และฝาผนังเสร็จ  นายหะยีมะตำ  ใหนเด  ก็ถึงแก่กรรม การก่อสร้างก็หยุดชะงักมาชั่วขณะหนึ่ง

เมื่อปี พ.ศ.2510 ได้มีการประชุมแต่งตั้ง นายตะเหย็บ ขะเดหรี (พ่อของนายสำแอ หลีสะหัด) ขึ้นเป็นอิหม่าม  จึงได้อำนวยการก่อสร้างเพิ่มเติมมาโดยตลอด กระทั้งได้รับงบประมาณจากกรมการศาสนาสนับสนุนบางส่วนจนอาคารสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ในขณะนั้น พ.ศ.2532 นายตะเหย็บ  ขะเดหรี  ได้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องด้วยโรคชรา หลังจากนั้นได้มีการประชุมคณะกรรมการมัสยิดและผู้อวุโส  ในหมู่บ้านได้แต่งตั้งนายดนสุโกด  ใหนเด  เป็นอีหม่าม ในปัจจุบันนี้ มีผลงานดังนี้

1.ได้จัดตั้งศูนย์เด็กเล็กขึ้นมา 1 หลัง

2.ได้จัดตั้งโรงเรียนศาสนาสอนศาสนาอิสลาม (วันเสาร์-อาทิตย์) ขึ้นมา 1 หลัง 6 ห้อง พร้อมจัดซื้อที่ดินสร้างโรงเรียนจำนวนเงิน 700,00 กว่าบาท

3. เมื่อปี พ.ศ. 2538 ทางราชการได้คัดเลือกเป็นโต๊ะอิหม่ามดีเด่น รางวัลที่ ๑ของจังหวัดสงขลา ได้รับโหล่เกียรติคุณของพระราชินี พร้อมเงินจำนวน 7,000  บาท

4.ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2540 ได้ส่งเข้าประกวดอิหม่ามดีเด่นอีก ได้รางวัลที่ 3 ของจังหวัดสงขลา พร้อมได้รับ รางวัลโล่เกียรติคุณ ของพระราชินี พร้อมเงินสด 3,000 บาท

เมื่อปี พ.ศ. 2541 ได้จัดตั้ง ชมรมอิหม่ามคอเต็บ  บิหลั่น ในเขตอำเภอนาทวีและได้รับตำแหน่งเป็นประธานชมรม การจัดตั้งชมรมนั้น เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีและให้ความช่วยเหลือระหว่างมัสยิดในเขตอำเภอนาทวี

เมื่อปี พ.ศ. 2543 ได้เลือกตั้งเป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลามีผลงานดังนี้

1. การจัดตั้งกองทุนซากาตในมัสยิด

2. ร่วมกันเสนอโครงการจัดมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา ได้รับการอนุมัติเป็นที่ เรียบร้อยจากกระทรวงมหาดไทยเป็น จำนวนเงิน ๓๘ ล้านกว่าบาท (เบื้องต้น) ในปี พ.ศ. 2548 ได้หมดวาระดำรงตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา และเมื่อเดือนธันวาคม 2548 ได้สมัครเป็นกรรมการอิสลามสมัยที่ 2 และในปี พ.ศ.2548 ตรงกับเดือนพฤศจิกายน ได้ขออนุมัติจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาตอนต้น ป.1 พร้อมได้สร้างอาคารเด็กก่อนเกณฑ์ขึ้นมาอีก 3 ห้อง จัดเป็นจำนวนเงินประมาณ 800,000 กว่าบาท

ปี พ.ศ. 2548 เช่นกันได้บูรณะมัสยิดพร้อมต่อเติมเป็นอาคาร 2 ชั้น ใช้งบประมาณ 2,000,000 กว่าบาท โดยเป็นเงินบริจาคของชาวบ้านพลีใต้ เมื่อปี พ.ศ.2549 ตรงกับวันที่ 1กันยายน 2549 ได้เปิดสำนักงานชมรมอิหม่ามขึ้น โดยที่นายดนสุโกด  ใหนเด เป็นประธาน สถานที่ตั้งตรงกันข้ามกับตลาดนาทวี และได้แต่งตั้งคณะกรรมการชมรม 12 คน ได้แบ่งปันหน้าที่ปฏิบัติงานในวันอังคารและวันเสาร์ของทุกๆ สัปดาห์

ต้นปี พ.ศ. 2550 ได้ก่อสร้างอาคารโรงเรียน ๒ ชั้น และอาคารมัสยิดอีก 3 ชั้น เฉพาะโรงเรียนใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมด 6 ห้องเรียนพร้อมห้องน้ำห้องส้วมประมาณ 3,000,000 กว่าบาท โดยเงินเก็บเล็กประสมน้อยของโรงเรียน และทางโรงเรียนได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิ ภายใต้มูลนิธิของโรงเรียนแสงธรรม  อ.จะนะ จ.สงขลา ทางรัฐจึงได้อนุมัติเงิน ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2550 สำหรับมัสยิดได้เงินจากการรับบริจาคของพี่น้องชาวบ้านพลีใต้ด้วยแรงศรัทธาของพี่น้องนี้เอง ทำให้คณะกรรมการมีกำลังใจในการบริหาร จนเกิดผลสำเร็จเหมือนดั่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากนั้นปี พ.ศ. 2554 ตรงกับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมามาถึงเดือนมิถุนายน ตรงกับวันที่30 ได้ทำการซื้อที่ดินเป็นของโรงเรียน จำนวน 5 ไร่กว่า ๆ จะสร้างโรงเรียนอีก 4 ชั้น จำนวนห้องเรียน 36 ห้องเรียนใช้งบไม่เกิน 4-6 ล้านบาท

ขอบคุณภาพข้อมูล :  นายดนสุโกด  ใหนเด