หางานหาดใหญ่ หาดใหญ่ ชัดทุกเรื่องเมืองหาดใหญ่ สงขลา อับเดตข่าวหาดใหญ่ Hatyaifocus สาวสวยหาดใหญ่ หนุ่มหล่อหาดใหญ่

ซื้อประกัน เดินทางออนไลน์
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP IOS
ติดตามข่าวสารหาดใหญ่ ข่าว งาน ที่พัก อับเดทตลอด 24 ชม. ได้ที่นี่ APP ANDROID
บอกเพื่อนคุณ
สงขลา | คฤหาสน์ส่วนตัวของตระกูล ณ สงขลา สู่อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
4 ตุลาคม 2561 | 8,974

อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2421 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างโดยพระยาสุนทรานุรักษ์ (เนตร ณ สงขลา) ผู้ช่วยเจ้าเมืองสงขลา เพื่อเป็น คฤหาสน์ส่วนตัวของตระกูล ณ สงขลา

ภายหลังในปี พ.ศ. 2539 มีการปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ได้มีการจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช โดยมีศูนย์บัญชาการอยู่ที่เมืองสงขลา ตำแหน่งเจ้าเมืองสงขลาได้ถูกลดบทบาทลงเป็นผู้ว่าราชการเมือง และให้ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการมณฑล

จากการปฏิรูปการปกครองดังกล่าว พระวิจิตรวรสาสน์ หรือพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลา เมืองพัทลุง และเมืองนครศรีธรรมราช และเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล จึงได้ติดต่อขอซื้ออาคารเก๋งจีนจากพระอนันตสมบัติ (เอม ณ สงขลา)
บุตรพระยาสุนทรานุรักษ์ ในราคา 28,000 บาท เพื่อใช้เป็น ศาลและศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช
ระหว่าง พ.ศ. 2439 – 2460

ต่อมาในพุทธศักราช 2460 ได้มีการเปลี่ยนระบบบริหารราชการแผ่นดินใหม่ ให้ใช้คำว่า จังหวัด แทนเมือง ชื่อเมืองสงขลาจึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดสงขลา ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเปลี่ยนเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ยังขึ้นกับมณฑลนครศรีธรรมราช และภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2476 จังหวัดสงขลาจึงมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งในราชอาณาจักรไทย อาคารหลังนี้ยังคงใช้งานต่อเนื่องเป็นที่ทำการศาลากลางจังหวัดสงขลา

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2496 ได้มีการย้ายศาลากลางจังหวัดสงขลาไปอยู่ ณ ถนนราชดำเนิน อาคารหลังนี้จึงถูกทิ้งร้างอยู่หลายปี กระทั่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2516 หลังจากนั้นก็ได้ทำการบูรณะปรับปรุงจนแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2520 และได้รวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเพื่อเปิดเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลาโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูล ในหลวงรัชการที่ 10 เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2525

สถาปัตยกรรม
อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา เป็นสถาปัตยกรรมจีนผสมยุโรป เป็นตึกก่ออิฐสอปูน 2 ชั้น บ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันตก หันหน้าสู่ทะเลสาบสงขลา ลักษณะตัวบ้านเป็นเรือนหมู่ 4 หลัง เชื่อมติดต่อกันด้วยระเบียงทางเดิน กลางบ้านเป็นลานเปิดโล่ง ซึ่งเป็นลักษณะดังกล่าวเป็นการวางผังที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมจีนทางตอนใต้ โดยเรียกการวางผังแบบเรือนหมู่ว่า “ซื่อเหอย่วน” หรือ “สี่เรือนล้อมลาน” คือมีลักษณะเป็นอาคารสี่หลังล้อมลานกลางบ้าน นับเป็นแบบแผนที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของสถาปัตยกรรมจีน

ชั้นบนมีห้องยาวใช้ประตูบานเฟี้ยมแกะสลักภาพวรรณกรรมจีนสลับลายพรรณพฤกษา ส่วนหัวเสาชั้นบนของอาคารมีภาพปูนปั้นนูนต่ำเขียนสีเป็นภาพเทพเจ้าจีน ภายในห้องด้านทิศเหนือและทิศใต้มีการติดเครื่องหมายหยินหยางและยันต์แปดทิศบริเวณขื่อเพื่อป้องกันภยันอันตรายต่าง ๆ ตามคตินิยมของชาวจีน หลังคาเป็นทรงเก๋งจีน มุงกระเบื้องกาบกล้วย ภายนอกอาคารที่หน้าจั่วมีภาพปูนปั้นเทพเจ้าจีนและลวดลายพรรณพฤกษา

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมจีนเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อรูปแบบสถาปัตยกรรมในเมืองสงขลา เนื่องจากชาวเมืองส่วนหนึ่งเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองสงขลาบ่อยางตั้งแต่เริ่มสร้างเมือง และเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามการเติบโตของเมืองสงขลา ชาวจีนเหล่านั้นได้นำแนวคิดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการสร้างที่พักอาศัยตามแบบอย่างประเทศจีนมาสร้างในเมืองสงขลา

การจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง โดยเน้นหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ได้จากแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ในเขตจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ยังรวมถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับบริจาคจากประชาชนในพื้นที่ด้วย โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 14 ส่วน ดังนี้

ห้องที่ 1 วิถีชีวิตสงขลา
“โหนด – นา – เล” คือวิถีชีวิตของชาวสงขลา ซึ่งผูกพันอยู่กับชีวิตประจำวันของคนในแถบนี้ โดยที่ “โหนด” คือการใช้ประโยชน์จาก ตาลโตนด “นา”คือการปลูกข้าว และ “เล” คือการทำประมงสองทะเล ทั้งทะเลสาบและทะเลฝั่งอ่าวไทย

ห้องที่ 2 ภูมิลักษณ์คาบสมุทรสงขลา
สงขลาตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู จึงเป็นทางผ่านของพ่อค้าต่างชาติมาตั้งแต่อดีตและพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญในเวลาต่อมา

ห้องที่ 3 สงขลายุคก่อนประวัติศาสตร์
การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในจังหวัดสงขลา เริ่มตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยกลุ่มคนแรกเริ่มมีวิถีชีวิตแบบหาของป่า-ล่าสัตว์ ภายหลังจึงดำรงชีพด้วยการเพาะปลูก และจับสัตว์น้ำ

ห้องที่ 4 ประวัติศาสตร์แรกเริ่มบนคาบสมุทรสทิงพระ คาบสมุทรสทิงพระ รับอิทธิพลทางศาสนาและความเชื่อจากการติดต่อกับชุมชนภายนอกมาตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 12 มีชุมชนเมืองท่าที่สำคัญคือชุมชนโบราณปะโอ ในเขตอำเภอสิงหนคร โดยเป็นแหล่งผลิตและส่งออกภาชนะดินเผาไปขายในชุมชนอื่นๆ

ห้องที่ 5 สงขลาหัวเขาแดง
สงขลาหัวเขาแดง เป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญตั้งแต่ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ภายใต้นโนบายการค้าเสรีของผู้ปกครองเชื้อสายมุสลิม กระตุ้นให้ธุรกิจการค้าคึกคักกว่าที่เคยเป็น

ห้องที่ 6 สงขลาแหลมสน
หลังจากสงขลาหัวเขาแดงถูกทำลายลงโดยกองทัพอยุธยา ได้มีการตั้งชุมชนใหม่ทางปลายสุดของคาบสมุทรสทิงพระ เรียกว่า สงขลาฝั่งแหลมสน มีชาวจีนนามว่า “เฮาเหยียง”ต้นตระกูล ณ สงขลา พัฒนาเมืองให้เจริญขึ้นอย่างมาก

ห้องที่ 7 สงขลาบ่อยาง
สงขลาบ่อยาง ภายใต้การนำของผู้ปกครองเชื้อสายจีนได้รับเอาอิทธิพล ศิลปะวิทยาการใหม่ๆ จากจีน ฮ่องกง ปีนัง และสิงคโปร์มาเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง

ห้องที่ 8 ความสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างประเทศ
ชื่อเมืองสงขลา ปรากฏขึ้นในบันทึกของพ่อค้าและนักเดินเรือชาวอาหรับระหว่างปี พ.ศ. 1993 ถึง 2093 ในนาม “ซิงกูร์”หรือ “ซิงกอรา” มีบทบาท สำคัญในระบบการค้าโลกมาแต่โบราณ
โดยเฉพาะการค้ากับฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส

ห้องที่ 9 บันทึกสงขลา
ศิลปวัตถุของผู้ปกครองเมืองสงขลา เป็นหนึ่งในหลักฐานที่สะท้อนถึงการปกครอง 3 ช่วงเวลา คือ สงขลาภายใต้การนำของผู้ปกครองเชื้อสายมุสลิม (สงขลาหัวเขาแดง) สงขลาภายใต้ปกครองของชาวจีน (สงขลาแหลมสนและสงขลาบ่อยาง) และ สงขลาภายหลังปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งมีการปรับบทบาทของเจ้าเมืองให้เป็นผู้ว่าราชการเมืองสงขลา

ห้องที่ 10 ศิลปกรรมสงขลา
ศิลปกรรมสงขลา เกิดจากการหลอมรวมทางวัฒนธรรมของชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม จีน และตะวันตก ที่เข้ามาตั้งรกรากในเมืองสงขลา ก่อให้เกิดการผสานรูปแบบทางสถาปัตยกรรม
และศิลปกรรมจนเกิดเป็นเอกลักษณ์อันงดงาม

ห้องที่ 11 ประวัติศาสตร์โบราณคดีภาคใต้ตอนล่าง
นับตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษ ที่ 12 มีชุมชนเกิดขึ้นหลายแห่งบริเวณลุ่มน้ำปัตตานีหนึ่งในนั้นคือเมืองโบราณที่อำเภอยะรัง หรือเมืองลังกาสุกะ โดยศาสนาพราหมณ์ฮินดูสัทธิไศวนิกาย เป็นที่นิยมนับถือในกลุ่มผู้ปกครอง ขณะที่ศาสนาพุทธนิกายมหายานได้รับความนิยมในกลุ่มชาวบ้าน

ห้องที่ 12 สุนทรียภาพในวิถีชีวิตของชาวภาคใต้ตอนล่าง
ดินแดนปลายด้ามขวานของไทย รับอิทธิพลทางศิลปะ ศาสนา และความเชื่อจากอินเดียในระยะแรกเริ่ม และรับอิทธิพลวัฒนธรรมจากกลุ่มเมืองในคาบสมุทรมลายูด้วยกันในเวลาต่อมา
ผนวกกับความเชื่อมั่นศรัทธาต่อศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัดส่งผลให้วิถีชีวิตชาว ภาคใต้ตอนล่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ห้องที่ 13 สงขลาย้อนยุค
ประมาณ 60-70 ปีที่ผ่านมา สงขลามีย่านธุรกิจการค้าที่เฟื่องฟูบริเวณถนนนครนอก นครใน และถนนนางงาม มีห้องถ่ายรูปที่ทันสมัย มีโรงภาพยนตร์ และสถานเริงรมย์ มีการคมนาคม ทั้งเรือโดยสารรถไฟ และสนามบินพาณิชย์ สิ่งเหล่านี้ สะท้อนภาพความทันสมัยของสงขลาในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

ห้องที่ 14 ศาลากลางแจ้ง
หน้าบันจำหลักลวดลายต่าง ๆ และชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมที่วัดต่างๆได้มอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา

วัน เวลา เปิด – ปิด
เปิดทำการ : วันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 -16.00 น.
ปิดทำการ : วันจันทร์ - วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ค่าเข้าชม
ชาวไทย คนละ 30 บาท
ชาวต่างชาติ คนละ 150 บาท
ยกเว้น พระภิกษุ สามเณร นักเรียนและนักศึกษาในเครื่องแบบ รวมถึงผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
เลขที่ 13 ถนนวิเชียรชม ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา 90000
โทรศัพท์ : 074-311-728, 074-311-881
ติดตามข่าวสารได้ที่ : https://www.facebook.com/songkhlanationalmuseum
และสามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ผ่านเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง ที่
http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/songkhla/index.php/th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง